วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นาฬิกาแบบ Touch Phone



   สำหรับผู้ชายแล้ว เฟอร์นิเจอร์ประจำตัวคงจะใช้กันได้ไม่กี่อย่าง คงจะไม่เหมือนกับสุภาพสตรีที่มักจะมี accessories เพียบ ทั้งต่างหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ และอีกสารพัด เฟอร์นิเจอร์ของผู้ชายที่เห็นกันหลักๆก็คือ นาฬิกา นั่นเอง ซึ่งนาฬิกาในปัจจุบันนั้นในโลกมีให้เลือกเพียบ แต่หากใครที่มีใจรักเทคโนโลยีแล้วหละก็ นาฬิกา ปาเต๊ะ โรเล็กซ์ อะไรพวกนั้นคงเราอาจจะยังไม่ถูกใจ ( จริงๆไม่มีตังค์ซื้อต่างหาก ^__^ )

นาฬิกาที่เป็นเหมือน Gadget ตัวหนึ่งที่หลายๆคนพยายามติดตามกันว่ามีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆตามมาหรือไม่ จริงๆต้องยกย่องให้ Casio ก่อนเลยครับทำพวกรุ่น Data Bank เมื่อยี่สิบปีก่อน เป็นต้นกำเนิดไอเดีย PDA และ PDA Phone ในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ และเมื่อช่วงสมัยสัก 7 ปีที่แล้วช่วงที่ Palm กำลัง Hot อยู่นั้นทาง Fossil เองก็เคบออกนาฬิกาแบบที่ใช้ Palm OS ด้วยราคาก็เอาเรื่องเหมือนกัน

เมื่อสองเดือนก่อน LG เผยโฉมนาฬิกาแบบ โทรศัพท์ครั้งแรก ผมเองบอกตามตรงเลยว่าใจอยากได้มาก ใจไปถึงเกาหลีรอนานแล้วสำหรับ นาฬิกาโทรศัพท์รุ่น LG GD 910 แต่พอเจอราคาเข้าไป ตกเรือนละ 44,000 บาท รีบเก็บเสื้อผ้าเผ่นหนีแทบไม่ทัน อะไรมันจะโหดร้ายปานนั้น เพราะเค้าบอกว่าเค้าเน้นตลาดพรีเมี่ย
นาฬิกาโทรศัพท์รุ่น LG GD 910

แต่เมื่อเช้าที่ผ่านมาโชคเข้าข้างคนงบต่ำใจไฮเทคเพราะมีข่าวล่าสุดออกมาว่าทาง Kempler & Strauss เค้าประกาศอย่างเป็นทางการแล้วครับ กับนาฬิกา W Phone watch ในแบบ Touch Phone ราคาไม่แพง ตกอยู่ที่ราวๆ 200 เหรียญเป็นแบบ unlocked เสียด้วย ซึ่งสามารถซื้อไปใช้ได้โดยไม่ต้องผูกกับผู้ให้บริการรายใด ซึ่งนาฬิกาโทรศัพท์ที่ว่านี้เป็นระบบ GSM สามารถใช้งานผ่านทางหูฟัง Bluetooth ครับ โดยในราคา 200 เหรียญที่ว่านี้เค้าแถมหูฟัง Bluetooth ให้อีกหนึ่งอันอีกต่างหาก สำหรับเรื่องลูกเล่นของ W Phone watch ผมว่าคุ้มค่านะ ถ้าหากเครื่องตัวจริงมันคุณภาพไม่ได้เป็นแบบเมืองจีน แต่ส่วนตัวผมแล้วหากเป็นบริษัทอเมริกันแบบนี้ น่าจะมี QC ที่ดี ไม่ใช่ โทรศัพท์ตามเซิ่นเจิ้น

เรื่องลูกเล่นของโทรศัพท์นาฬิกานี้จะใช้ Bluetooth 2.0 และตัวหูฟัง Bluetooth ยังใช้เป็น Remote สำหรับควบคุมการทำงานการฟังเพลงได้อีกด้วย ตัวเครื่องใช้แบเตตอรี่แบบ ลิเธียมไอออน สามารถเปิดรอสายได้นาน 110 ชม 

- Phone
- Calendar
- กล้องถ่ายภาพนิ่ง
- กล้องถ่าย VDO
- เครื่องเล่นเพลง
- ดูภาพถ่าย
- เครื่องคิดเลข
- SMS 
- microSD slot 
- รองรับ GSM

สำหรับในตอนนี้นาฬิการุ่นดังกล่าวนี้กำลังเริ่มเปิดให้สั่งซื้อได้แล้วครับในราคาที่บอกข้างต้น แต่สำหรับใครที่อยู่เมืองไทยและหากต้องการเป็นเจ้าของเจ้านาฬิกาเรือนนี้นั้น ความเห็นส่วนตัวผมเอง ผมว่าหากมีโอกาสน่าจะใช้การฝากซื้อกับเพื่อนๆหรือญาติที่อยู่ต่างประเทศน่าจะสะดวกที่สุด เพราะว่าจากข้อมูลที่ผมทราบมาหากมีการส่งเข้ามาทางไปรษณีย์แล้วแจ้งว่าเป็นโทรศัพท์มือถือ โอกาสถูกกักไว้ที่ศุลกากรมีสูงครับ เพราะมันเป็นรุ่นที่ยังไม่มีใบอนุญาตการตรวจสอบใดๆทั้งสิ้น หากเป็นของหิ้วน่าจะดีที่สุด 


นาฬิกาโทรศัพท์รุ่น LG GD 910

นาฬิกาโทรศัพท์รุ่น LG GD 910

นาฬิกาโทรศัพท์รุ่น LG GD 910


อ้างอิงจาก : http://hitech.sanook.com/technology/product_13433.php


วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

"จูบแรก"ของหุ่นยนต์นักแสดงละคอนเวที




  รายงานข่าวเช้านี้ ขอเริ่มต้นด้วยความน่ารัก? ของ โธมัส (Thomas) และเจเน็ต (Janet) สองหุ่นยนต์คู่พระนางในละคอนเวทีที่สามารถแสดงบทรักด้วยการจูบเสียงดังจ๊วบจ๊าบมาตั้งแต่ธันวาคมปี 2008 แล้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการสร้างคู่รักฮิวแมนอยด์ที่จูบกันได้

 IEEE นิตยสารงานที่เผยแพร่ผลงานวิจัยระดับโลก ผู้สนับสนุนงานประชุมService and Interactive Robotics Conferences 2009 หรือ SIRCon 2009 ว่าด้วยเรื่องของพัฒนาการของหุ่นยนต์ที่สามารถโต้ตอบปฏิสัมพันธ์ และการให้บริการมนุษย์ โดยในการประชุมครั้งนี้ คู่รักนักแสดงละคอนเวทีที่เป็นหุ่นยนต์ชื่อว่า Thomas และ Janet ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมพอสมควร ซึ่งนักพัฒนาหุ่นยนต์ทั้งสองที่ได้เข้าร่วมประชุมในงานนี้กล่าวว่า ทั้งสองเป็นฮิวแมนอยด์ที่จูบกันได้คู่แรกของโลก


"จูบแรก"ของหุ่นยนต์นักแสดงละคอนเวที


     จูบแรกของหุ่นยนต์คู่นี้เริ่มแสดงให้ชมตั้งแต่ 27 ธันวาคม ปี 2008 โดยจะเป็นหนึ่งในการแสดงความสามารถของหุ่นยนต์ในฉากต่างๆ จากละคอนเวทีเรื่อง Phantom of the Opera ที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนานาชาติของไต้หวัน (Taiwan Tech) ซึ่งคู่รักหุ่นยนต์ถูกสร้างขึ้นโดย Chyi-Yen Lin ศาสตราจารย์ทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล และลูกทีม โดยหุ่นยนต์ที่ชื่อ Thomas แสดงเป็น Phantom ส่วนทางด้าน Janet เป็น Chirstine นางเอกตามท้องเรื่อง

 และเพื่อให้หุ่นยนต์ทั้งคู่สามารถแสดงอารมณ์ของตัวแสดงได้ใกล้เคียงมนุษย์ให้มากทีสุด ทีมพัฒนาของ Lin ใช้เวลาถึง 3 ปีในการพัฒนาให้มือ และสายตาของหุ่นยนต์สามารถทำงานร่วมกันได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงกลไกที่หาสมดุลย์ของท่าทางได้ด้วยตัวมันเอง (ขณะโน้มตัวจูบกัน) และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่จำเป็น Lin กล่าวว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดในแต่ละฉากที่แสดงจะถูกโปรแกรมเข้าไปในหุ่นยนต์ก่อนล่วงหน้า

+[Click...เชิญชมวิดิโอสาธิตการใช้งาน]+



จูบแรกของหุ่นยนต์คู่นี้เริ่มแสดงให้ชมตั้งแต่ 27 ธันวาคม ปี 2008 โดยจะเป็นหนึ่งในการแสดงความสามารถของหุ่นยนต์ในฉากต่างๆ จากละคอนเวทีเรื่อง Phantom of the Opera ที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนานาชาติของไต้หวัน (Taiwan Tech) ซึ่งคู่รักหุ่นยนต์ถูกสร้างขึ้นโดย Chyi-Yen Lin ศาสตราจารย์ทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล และลูกทีม โดยหุ่นยนต์ที่ชื่อ Thomas แสดงเป็น Phantom ส่วนทางด้าน Janet เป็น Chirstine นางเอกตามท้องเรื่อง

และเพื่อให้หุ่นยนต์ทั้งคู่สามารถแสดงอารมณ์ของตัวแสดงได้ใกล้เคียงมนุษย์ให้มากทีสุด ทีมพัฒนาของ Lin ใช้เวลาถึง 3 ปีในการพัฒนาให้มือ และสายตาของหุ่นยนต์สามารถทำงานร่วมกันได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงกลไกที่หาสมดุลย์ของท่าทางได้ด้วยตัวมันเอง (ขณะโน้มตัวจูบกัน) และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่จำเป็น Lin กล่าวว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดในแต่ละฉากที่แสดงจะถูกโปรแกรมเข้าไปในหุ่นยนต์ก่อนล่วงหน้า

+[Click...เชิญชมวิดิโอสาธิตการใช้งาน]+




อ้างอิงจาก : http://hitech.sanook.com/technology/product_13197.php

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เมาส์ไร้สายรุ่นใหม่ไม่ง้อ"แผ่นรองเมาส์"

เมาส์ไร้สายรุ่นใหม่ไม่ง้อ"แผ่นรองเมาส์

 
  รายงานข่าวเช้านี้ ขอประเดิมด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนย่อมรู้จักกันดี โดยเผู้ใช้เดสก์ทอป (หรือแม้แต่โน้ตบุ๊กก็ตาม) นั่นก็คือ "เมาส์" ซึ่งล่าสุดบริษัทผู้ผลิตชั้นนำอย่างลอจิเทค (Logitech) ได้เปิดตัวเมาส์รุ่นใหม่ 2 ตัวด้วยกัน โดยจุดเด่นคือ สามารถทำงานกับพื้นผิวใดๆ ก็ได้ แม้แต่บนโต๊ะกระจกใสกิ๊ง หรือพูดง่ายๆ มันเป็นเมาส์ที่ไม่ต้องการ"แผ่นรองเมาส์"นั่นเอง
เมาส์ไร้สายรุ่นใหม่ไม่ง้อ"แผ่นรองเมาส์"
เมาส์ไร้สายรุ่นใหม่ไม่ง้อ"แผ่นรองเมาส์"

 สำหรับเทคโนโลยีที่ลอจิเทคทำให้เมาส์รุ่นใหม่ของทางบริษัทสามารถใช้งานได้บนพื้นเรียบอะไรก็ได้มีชื่อว่า dark field microscopy ซึ่งสามารถตรวจจับอนุภาคเล็กๆ หรือแม้แต่รอยขีดข่วนที่เล็กๆ มากบนพื้นผิวมันวาว ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวทำให้เมาส์ 2 รุ่นนี้สามารถทำงานบนพื้นผิวกระจกใสที่มีความหนาอย่างน้อย 4 มม.ได้



  "เทคโนโลยีของเมาส์เลเซอร์โดยทั่วไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถของเซ็นเซอร์ของเมาส์ในการที่จะตรวจจับรายละเอียดของพื้นผิว ซึ่งหากบนพื้นผิวมีรายละเอียดที่แตกต่างกันมากเท่าไร เซ็นเซอร์ก็จะสามารถตรวจับตำแหน่งอ้างอิง เพื่อวัดระยะทางในการเคลื่อนที่ของเมาส์ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น" ลอจิเทคได้โพสต์ข้อความอธิบายเทคโนโลยีดังกล่าวไว้ "อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นผิวที่แวววาว อย่างเช่น แก้ว หรือกระจกใส ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นผิวที่เรียบเสมอ(ไร้ร่องรอยใดๆ) และไม่มีรายละเอียดที่มาพอให้เซ็นเซอร์ของเมาส์เลเซอร์ทั่วไปตรวจจับได้"



    จากคำบอกเล่าของลอจิเทค ด้วยเทคโนโลยี dark field microscopy ที่ใช้ในเมาส์รุ่นใหม่จะทำให้พวกมันสามารถตรวจจับอนุภาคเล็กๆ และรอยขีดข่วนขนาดจิ๋วที่อยู่บนพื้นผิวได้ แทนที่จะตรวจจับรายละเอียดที่แตกต่างกันบนพื้นผิวเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เซ็นเซอร์ของเมาส์จะสามารถมองเห็นพื้นผิวที่สะอาดของกระจกใส เป็นเหมือนพื้นสีดำมึดกับจุดสว่าง(ของอนุภาคที่มันตรวจจับได้) โดยจะวัดการเคลื่อนที่ของจุด(ที่ใช้ในการอ้างอิงตำแหน่ง) เพื่อใช้ติดตามการเคลื่อนที่ของเมาส์ สำหรับ Performance Mouse MX ของลอจิเทคจะวางจำหน่ายในสหรัฐฯ และประเทศในแถบยุโรป เดือนสิงหาคมนี้ สนนราคาอยู่ที่ 100 เหรียญฯ (ประมาณ 3,600 บาท) ในขณะที่ Anywhere Mouse MX รุ่นสะดวกพกพาจะวางจำหน่ายในราคา 80 เหรียญฯ (ประมาณ 2,900 บาท)

เชิญชมวิดิโอสาธิตการใช้งาน


อ้างอิงจาก : http://hitech.sanook.com/technology/product_13166.php




วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

งานนำเสนอ PowerPoint

                                                        เส้นใยนำแสง (Optical Fiber)

เส้นใยนำแสง (Optical Fiber)
        การสื่อสารผ่านใยแก้วนำแสงของประเทศไทยในปัจจุบัน ประเทศไทยมีบริษัทเอกชนที่รับผลิตอุปกรณ์สื่อสารใยแก้วนำแสงเพื่อการส่งออกไปยังส่วนต่างๆของโลก โดยเฉพาะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่ส่งอุปกรณ์เข้าสู่ประเทศจีนในช่วงปี พ.. 2549-.. 2250 เพื่อใช้ในในงานกีฬาโอลิมปิกที่ปักกิ่งเมื่อปี พ.. 2551 นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานีเชื่อมต่อเครือข่ายเส้นใยนาแสงใต้น้าเพื่อเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างทวีป เข้าสู่เครือข่ายภายในประเทศ โดยมีสถานีดูแลเคเบิลใต้น้าเส้นใยนาแสง 4 สถานี เป็นผู้ดูแลคือ ชลี1-เพชรบุรี ชลี2-สงขลา ชลี3-ศรีราชา และชลี4-ปากบารา สตูล สาหรับการใช้งานการสื่อสารภายในประเทศก็เริ่มปรับเปลี่ยนจุดเชื่อมต่อเป็นระบบเส้นใยนำแสงทั้งหมดแล้วเช่นกัน 
โครงสร้างของเส้นใยนำแสง (Fiber Optic construction)
          เส้นใยนำแสง (Fiber Optic) หมายถึง สายนาสัญญาณที่มีโครงสร้างเป็นทรงกระบอกกลม ลักษณะโปร่งแสงผลิตมาจากสารประกอบซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 125ไมโครเมตร (1 ไมโครเมตรมีค่าเท่ากับ 0.0000001 เมตร) โดยมีส่วนประกอบสาคัญสองส่วนคือ ส่วนของคอร์(core) และส่วนของแคลดดิ้ง(cladding)โดยส่วนของคอร์และส่วนของแคลดดิ้งจะเป็นเนื้อใสที่มีลักษณะซ้อนกันอยู่ ส่วนของคอร์จะมีค่าดรรชนีหักเหเท่ากับ n1 และส่วนของแคลดดิ้งจะมีค่าดรรชนีหักเหเท่ากับ n2 ดังนั้นโครงสร้างของเส้นใยนาแสง ประกอบด้วยส่วนสาคัญหลัก 3 ส่วน
       1. แกน (Core) เป็นส่วนตรงกลางของ Fiber Optic และเป็นส่วนที่ใช้นาแสงอีกด้วย โดยมีค่าดัชนีของการหักเหของแสงส่วนนี้ จะต้องมากกว่าส่วนของส่วนห่อหุ้ม (Cladding) แล้วลาแสงที่ผ่านไปในแกน จะถูกขังหรือเคลื่อนที่ไปตาม Fiber Opticด้วยขบวนการสะท้อนกลับหมดภายใน
       2. ส่วนห่อหุ้ม (Cladding) ทาหน้าที่เป็นตัวหักเหของแสงจากแกนออกไปที่ภายนอก และป้องกันแสงจากภายนอกรบกวน มีค่าดัชนีหักเหเป็น 1.46 และ 1.52 ตามลาดับถ้าแกนกลางมีดัชนีหักเหเป็น1.48 ส่วนที่เป็นแกนอยู่ตรงกลางหรือชั้นใน แล้วหุ้มด้วยส่วนที่เรียกว่า Cladding จากนั้นก็จะถูกหุ้มด้วยส่วนที่ป้องกัน (Coating) โดยที่แต่ละส่วนนั้นทาด้วยวัสดุที่มีค่าดัชนีหักเหของแสงที่มีค่าแตกต่างกัน
       3.ส่วนที่ป้องกัน (Coating) ทาหน้าที่ป้องกันส่วนที่เป็น แกน และส่วนห่อหุ้ม โดยจะทาจากวัสดุแตกต่างกัน แล้วแต่วัตถุประสงค์ของการนาไปใช้งาน เช่นการ นาไปใช้ในอาคาร (Indoor fiber cable) นาไปใช้นอกอาคาร (Outdoor fiber cable) หรือนาไปใช้ใต้ท้องทะเล (Submarine fiber cable) ต้องใช้ส่วนป้องกันที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป
ชนิดของเส้นใยนำแสง
        เส้นใยนำแสงชนิดสเตปอินเด็กซ์(SI)คือ เส้นใยนำแสงที่มีค่าดรรชนีหักเหของคอร์และแคลดดิ้งคงที่ โดยการแสดงค่าดรรชนีหักเหของเส้นใยนำแสงจะใช้กราฟแสดงค่าดรรชนีหักเห ที่เป็นฟังก์ชันกับค่าระยะแนวรัศมี   ของเส้นใยนำแสง หรือที่เรียกว่า Refractive Index Profile ซึ่งกราฟแสดงค่าดรรชนีหักเหของคอร์และแคลดดิ้งของเส้นใยนำแสงชนิดสเตปอินเด็กซ์
เส้นใยนำแสงชนิดโหมดเดี่ยว (single mode fiber)
             เส้นใยนำแสงชนิดโหมดเดี่ยว(SM) คือ เส้นใยนำแสงที่ประกอบด้วยโหมดพื้นฐาน(fundamental mode) เพียงโหมดเดียวเท่านั้น ที่เดินทางอยู่ภายใน หรือเป็นเส้นใยนำแสง ที่ยอมให้โหมดพื้นฐาน เพียงโหมดเดียวเดินทางผ่านเข้าไปได้   โครงสร้างของเส้นใยนำแสงชนิดนี้ มักจะเป็นแบบสเต็ปอินเด็กซ์ (SI-SM) โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ของคอร์ประมาณ ๓-๑๐ ไมโครเมตร และเส้นผ่านศูนย์กลาง ของแคลดดิ้งมีค่าประมาณ ๘๐-๑๒๕ ไมโครเมตร โครงสร้างและลักษณะการเดินทางของเส้นใยนำแสงชนิดโหมดเดี่ยว
เส้นใยนำแสงชนิดโหมดร่วม (multi-mode fiber)
    เส้นใยนำแสงชนิดโหมดร่วม(MM) คือ เส้นใยนำแสงที่ยอมให้โหมดการเดินทางของแสงทุกโหมด สามารถเดินทางผ่านเข้าไปได้ ซึ่งโครงสร้างของเส้นใยนำแสงชนิดโหมดร่วม จะมีทั้งแบบสเต็ปซ์อินเด็กซ์(MM-SI) และแบบเกรดเด้ดอินเด็กซ์ (GI-MM) โดยที่ขนาดของเส้นใยนำแสงชนิดโหมดร่วมจะมีขนาดใหญ่กว่าขนาดของเส้นใยนำแสงชนิดโหมดเดี่ยวโดยเส้นผ่านศูนย์กลางของคอร์เท่ากับ ๕๐ ไมโครเมตร หรือ ๖๒.๕ ไมโครเมตร ส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางของแคลดดิ้งทั่วไปจะมีค่าประมาณ ๑๒๕ ไมโครเมตร หรืออาจพบขนาดของ แคลดดิ้งมีค่า ๒๐๐ ไมโครเมตร หรือ ๒๕๐ ไมโครเมตร ของบริษัทผู้ผลิตเส้นใยนำแสงบางราย ซึ่งโครงสร้างและลักษณะการเดินทางของเส้นใยนำแสงชนิดโหมดเดี่ยวจะพบว่ากรณีเส้นใยนำแสงชนิดโหมดร่วมแบบสเต็ปอินเด็กซ์ (SI-MM) ลักษณะการเดินทางของโหมด จะสะท้อนไปมาบริเวณรอยต่อของคอร์กับแคลดดิ้ง โดยที่โหมดพื้นฐานจะเดินทางตามแนวแกนกลางของเส้นใยนำแสง ส่วนโหมดในอันดับสูงๆ จะสะท้อนไปมา ส่วนในกรณีเส้นใยนำแสงชนิดโหมดร่วมแบบเกรดเด้ดอินเด็กซ์(GI-MM) ลักษณะการเดินทางของโหมดจะมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง เนื่องจาก ค่าดรรชนีหักเห ของคอร์มีค่าไม่คงที่ ซึ่งเป็นไปตามคุณสมบัติของเส้นใยนำแสงแบบเกรดอินเด็กซ์
คุณสมบัติเฉพาะของเส้นใยนำแสง
            การส่งสัญญาณผ่านเส้นใยนำแสง มีข้อได้เปรียบสายเคเบิล (Cable) หรือสายโคแอคเซียล (Coaxial Cable) หลายประการ เมื่อความถี่ที่ใช้ส่งสัญญาณสูงขึ้น ค่ากาลังสูญเสีย (Attenuation Loss) ในสายเคเบิลก็มากขึ้นตามไปด้วย ทาให้สายเคเบิลสามารถใช้ส่งสัญญาณได้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น ในทางกลับกันเส้นใยนาแสงสามารถใช้ส่งสัญญาณได้ระยะทางไกลๆ ที่ความถี่หรือ Bandwidth สูงๆ โดยมีการสูญเสียสัญญาณใน Fiber เพียงเล็กน้อย Fiber จึงนามาใช้ในการสื่อสารอย่างแพร่หลายเช่น Backbone Link LANs SANs หรือ Office Data Centers. การเลือกใช้ Fiber Optics ชนิดใดนั้น จึงมีผลต่อ Cost และ Performance เช่น เมื่อต้องการส่งสัญญาณให้ได้ไกลเป็นกิโลเมตร Single Mode Fiber (SMF) ก็คือหนทางเลือก แต่ถ้าต้องการนามาใช้ในงาน LAN หรือ WAN ที่ไม่เกิน 300 เมตร Multimode Fiber (MMF) จึงเป็นหนทางเลือกที่มีความสาคัญต่อการใช้งานซึ่งมีความแตกต่างกันออกไปแล้วแต่วัตถุประสงค์ขององค์กร
การเดินทางของแสงในเส้นใยนำแสง
เส้นใยนำแสงโครงสร้างจะมีลักษณะเป็นท่อนาแสงแบบ 2 ชั้นที่มีจุดศูนย์กลางร่วมกัน เกิด สภาวะ Total Internal Refraction โดยที่ดัชนีการหักเหของแสงของวัสดุทั้ง 2 นี้จะแตกต่างกัน โดยที่ชั้น คอร์ จะมีค่ามากกว่าชั้น แคลดดิ้ง อยู่ประมาณ 1% เท่านั้น ปกติค่าดัชนีหักเหของแสงนี้จะอยู่ในช่วงระหว่าง 1.458 ถึง 1.4469 . ความยาวคลื่นของแสงตั้งแต่ 600 นาโนเมตรถึง 1,300 นาโนเมตร
การกระจายของคลื่นแสง
การกระจายของคลื่นแสง (Propagation of The Light) ที่ผ่านไปในเส้นใยนาแสงขึ้นอยู่กับปัจจัย หลักอยู่ 3 อย่างคือ
1. ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นใยนาแสง
2. วัตถุดิบหรือสารประกอบทางเคมีที่นามาผลิตเส้นใยนาแสง
3. วิธีการปล่อยแสง (Launching) เข้าไปในเส้นใยนาแสง
จุดเด่นของเส้นใยนำแสง 
1)ความสามารถในการรับส่งข้อมูลข่าวสาร เส้นใยแก้วนำแสงที่เป็นแท่งแก้ว ขนาดเล็ก มีการโค้งงอได้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใช้กันมากคือ 62.5/125 ไมโครเมตร เส้นใยแก้วนาแสงขนาดนี้ เป็นสายที่นามาใช้ภายในอาคารทั่วไป
2)กาลังสูญเสียต่า เส้นใยแก้วนำแสงมีคุณสมบัติในเชิงการให้แสงวิ่งผ่านได้ดี การบั่นทอนแสงมีค่าค่อนข้างต่ำ ตามมาตรฐานของเส้นใยแก้วนาแสง การใช้เส้นสัญญาณนาแสงนี้ใช้ได้ยาวถึง 2,000 เมตร
3)คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่สามารถรบกวนได้ ปัญหาที่สาคัญของสายสัญญาณ แบบทองแดง คือ การเหนี่ยวนาโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ปัญหานี้มีมาก
4)น้าหนักเบา เส้นใยแก้วนำแสงมีน้าหนักเบากว่าเส้นลวดตัวนาทองแดง น้าหนัก ของเส้นใยแก้วนำแสงขนาด 2 แกนที่ใช้ทั่วไป มีน้าหนักเพียงประมาณ 20 ถึง 50 เปอร์เซนต์ของสาย UTP แบบ CAT 5
5)ขนาดเล็ก เส้นใยแก้วนาแสงมีขนาดทางภาคตัดขวางแล้ว เล็กกว่าลวดทองแดง มาก ขนาดของเส้นใยแก้วนำแสง เมื่อรวมวัสดุหุ้มแล้วมีขนาดเล็กกว่าสายยูทีพี
6)มีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน การที่เส้นใยแก้วเป็นฉนวนทั้งหมด จึงไม่นากระแสไฟฟ้า การลัดลงจร การเกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้าจึงไม่เกิดขึ้น
การใช้งานเส้นใยแก้วนำแสงของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
1.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีโครงข่ายเส้นใยแก้วนาแสงอยู่ทั่วประเทศ(ยกเว้นจังหวัดกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ) สามารถเชื่อมโยงได้ถึงระดับอาเภอครอบคลุมประมาณ 650 อาเภอ ระยะทางกว่า 17,000 กิโลเมตร
2.โครงข่ายเส้นใยแก้วนาแสงของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขนาด 24 Core ชนิด G.655 และ G.652D สามารถรับ-ส่งสัญญาณได้สูงมากถึง 1,600 Gbps
3.โครงข่ายเส้นใยแก้วนาแสงของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ติดตั้งอยู่ในระดับที่สูงกว่าเส้นใยแก้วนาแสงของหน่วยงานอื่น ทาให้โอกาสในการได้รับความเสียหายน้อยกว่าของหน่วยงานอื่นๆ การใช้งานจึงมีความมั่นคงสูง 
การพัฒนาของเคเบิลเส้นใยนำแสงใต้น้ำ
           ระบบเคเบิลใต้น้ายุคแรกใช้สายเคเบิลเส้นใยนาแสงขนาดความยาวคลื่น (wave length) 1.4 um ที่มีอัตราความเร็ว 295.6 Mbit/s อัตรารับส่งสัญญาณ 280 Mbit/s ทาให้ได้ช่องสัญญาณ 3,780 ช่อง ( 64 Kbit/s ต่อช่องสัญญาณ ในยุคที่ 2 ใช้สายเคเบิลเส้นใยนาแสงขนาดความยาวคลื่น (wave length) 1.55 um ที่มีอัตราความเร็ว 560 Mbit/s ทาให้ได้วงจรเสียงพูด ( voice channel) เพิ่มขึ้นถึง 40,000 วงจรคู่ หมายความว่ามันต้องการใช้อุปกรณ์ทวนสัญญาณ จานวนน้อย สายเคเบิลใต้น้าจะมีเส้นใยนาแสงเพียง 2 คู่ โดยอีกคู่ใช้เป็นคู่สายสารอง ซึ่งสามารถรองรับ ทราฟฟริค เท่ากับวงจรโทรทัศน์ถึงกว่า 30,000 วงจร ระบบเคเบิลทั่วๆไปมักถูกออกแบบมาให้ใช้งานราว 25 ปี และต้องมีการทดสอบความไว้วางใจเพิ่มเติม และมีการใช้เรื่ออกสารวจซ่อมแซมราว 2-3 ครั้งตลอดการใช้งานของมัน ระบบเคเบิลยุคที่ 3 มีการนา optical fiber amplifiers เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ระบบดังกล่าวสัญญาณจะ ถูกรีพีตโดยตรงโดยไม่มีการแปลงสัญญาณไฟฟ้าในรีพีตเตอร์แต่อย่างใด นอกจากนี้การพัฒนาทางเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น ความร่วมมือระหว่าง KDD (ญี่ปุ่น) กับ AT&T ( สหรัฐอเมริกา) ในการพัฒนาระบบเคเบิลเส้นใยนาแสงใต้น้าสามารถส่งสัญญาณได้ที่ความเร็ว 100 Gbit/s ได้ในราวปี 2543 ซึ่งรองรับการสื่อสารโทรศัพท์ได้ถึง 1.2 ล้านช่อง นอกเหนือจากการส่งสัญญาณโทรทัศน์อีก 2,000 ช่องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้วางระบบโครงข่ายเส้นใยนำแสง ในรูปแบบของ OPGW (Optical Fiber with Overhead Ground Wire) คือสายดินที่สอดเส้นใยแก้วนาแสงไว้ข้างใน และแขวนบนเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงทั่วประเทศ ทั้งนี้เพื่อใช้ในการควบคุมการผลิตและการส่งพลังงานไฟฟ้า ปกติเส้นใยแก้วนาแสงเหล่านี้มีจานวน 12 หรือ 24 หรือ 36 เส้น (Core) ตามวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการผลิต ปัจจุบัน กฟผ. ใช้งานเส้นใยแก้วนาแสงเหล่านี้ประมาณ 4-8 Core จึงได้นาส่วนที่เหลือไปให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเช่าใช้ เพื่อลดการลงทุนซ้าซ้อนของประเทศ โครงข่ายเหล่านี้มีความมั่นคงสูง เนื่องจากมีตาแหน่งอยู่บนจุดสูงสุดของเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง แทบไม่มีผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติใดๆ เลย จึงเหมาะสมที่จะเป็นโครงข่ายระบบสื่อสารหลัก (Backbone) ของธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศเป็นอย่างดี และเนื่องจาก กฟผ. มีการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และลาว โครงข่ายเส้นใยแก้วนาแสงเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับประเทศที่ กฟผ. ซื้อขายไฟฟ้าด้วย ประกอบกับสภาพภูมิศาสตร์ ทาให้ กฟผ. สามารถเป็นศูนย์กลางของโครงข่ายในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรับส่งผ่านการสื่อสารข้อมูลจากอินเดียและจีนมายังศูนย์กลางการสื่อสารโลกที่สิงคโปร์หรือฮ่องกงได้อย่างดียิ่ง ซึ่งทุกวันนี้ผู้ประกอบการมักนิยมใช้โครงข่ายเส้นใยนาแสงภาคพื้นดินแบบใหม่ เชื่อมโยงข้ามเขตแดนระหว่างประเทศ แทนการสื่อสารผ่านเคเบิลใต้น้า มากขึ้นเป็นลำดับ


MATLAB คืออะไร 


  MATLAB เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ชั้นสูง (High-level Language) สำหรับการคำนวณทางเทคนิคที่ประกอบด้วยการคำนวณเชิงตัวเลข กราฟิกที่ซับซ้อน และการจำลองแบบเพื่อให้มองเห็นภาพพจน์ได้ง่ายและชัดเจนชื่อของ MATLAB ย่อมาจาก matrix laboratory เดิมโปรแกรม MATLAB ได้เขียนขึ้นเพื่อใช้ในการคำนวณทาง matrix หรือเป็น matrix software ที่พัฒนาจากโพรเจ็กที่ชื่อ LINKPACK และ EISPACK

 MATLAB ได้พัฒนามาด้วยการแก้ปัญหาที่ส่งมาจากหลายๆ ผู้ใช้เป็นระยะเวลาหลายปีจึงทำให้โปรแกรม MATLAB มีฟังก์ชันต่างๆ ให้เลือกใช้มากมาย ในบางมหาวิทยาลัยได้ใช้โปรแกรม MATLAB เป็นหลักสูตรพื้นฐานในการศึกษาทางด้วนคณิตศาสตร์ วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์แขนงต่างตลอดจนใจด้วนอุตสาหกรรมได้ใช้โปรแกรม MATLAB เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในงานวิจัย พัฒนาและวิเคราะห์

 โปรแกรม MATLAB จะมีกล่องเครื่องมือที่ใช้ในการหาคำตอบเรียกว่า Toolbox โดยโปรแกรม MATLAB จะมี toolbox ในแต่ละสาขา เช่น การประมวลผลสัญญาณ (Signal processing toolbox) การประมวลผลภาพ (image processing toolbox) ระบบควบคุม (control system toolbox) โครงข่ายประสาท (neural networks toolbox) ฟัซซี่ลอจิก (fuzzy logic toolbox) เวฟเลท (wavelet toolbox) การติดต่อสื่อสาร (communication toolbox) สถิติ (Statistics toolbox) และสาขาอื่นๆ มากมาย ภายใน toolbox แต่ละสาขาก็จะมีฟังก์ชันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาในสาขานั้นๆ ให้เลือกประยุกต์ใช้งานเป็นจำนวนมาก

โปรแกรม MATLAB ดีอย่างไร
สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยใช้งานโปรแกรม MATLAB อาจสงสัยว่าโปรแกรม MATLAB มีข้อดีอย่างไร ทำไมถึงไม่ใช้งานภาษาโปรแกรมอื่นๆ และแตกต่างจากโปรแกรมภาษาอื่นๆ อย่างไร ดังนั้นในหัวข้อนี้จึงได้จำแนกลักษณะเด่นที่ง่ายต่อการใช้งานของโปรแกรม MATLAB ดังนี้ คือ
  • มีฟังก์ชันคณิตศาสตร์ให้เลือกใช้ในการคำนวณมากมายตลอดจนเราสามารถสร้างฟังก์ชันขึ้นมาใช้งานได้เองในสาขาที่ต้องการ โดยฟังก์ชันที่สร้างขึ้น (M-File) จะมีนามสกุลเป็น .M
  • Algorithm พัฒนาได้ง่ายไม่ยุ่งยาก สามารถแก้ไขปัญหาทางด้วนคณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อนได้ง่าย และรวดเร็วกว่าโปรแกรมภาษาอื่นๆ เช่น C Fortran Basic เป็นต้น
  • มีโครงสร้างแบบจำลอง (Simulink) ซึ่งเป็น Package ที่เรานำไปสร้างบล็อกไดอะแกรมเพื่อใช้ทดสอบ และประเมินผลระบบ Dynamic ต่างๆ ก่อนนำไปใช้งานจริง
  • สามารถวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว
  • นำไปใช้งานในทางด้วนกราฟิกได้เป็นอย่างดีทั้งในด้านการแสดงภาพตั้งแต่สองมิติที่เป็น rectangular polar stair bar รวมทั้งภาพสมมิติในรูปแบบพื้นผิว (surface) และระดับสูงต่ำ (contour) ตลอดจนสามารถนำภาพมาต่อกัน และเก็บไว้เพื่อที่จะสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวได้อีกด้วย
  • ประยุกต์ใช้ในการสร้างรูปแบบ Graphical User Interface ได้โดยการเลือกใช้ object และเมนูต่างๆ โดยโปรแกรม MATLAB จะมีเครื่องมือให้เลือกใช้ เช่น เมนู รายการ ปุ่มกด และ fields object ต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกนำไปใช้ในการทำงานปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้
  • ทำการประมวลผลร่วมกับโปรแกรมอื่นได้ เช่น Fortran, Borland C/C++, Microsoft Visual C++ และ Watcom C/C++ ด้วยการเขียนฟังก์ชันที่เป็น mex ไฟล์โดยโปรแกรม MATLABจะเรียกใช้รูทีนจากโปรแกรมภาษา C และ Fortran
  • โปรแกรม MATLAB เป็นระบบ interactive ซึ่งส่วนของข้อมูลพื้นฐานเป็นอาร์เรย์ที่ไม่ต้องการมิติ ทำให้โปรแกรม MATLAB สามารถทำการแก้ปัญหาทางเทคนิคต่างๆ ได้มากใช้เวลาในการประมวลผลน้อย และดีกว่าโปรแกรมภาษา C และ Fortran
  •  
    โครงสร้างของ MATLAB

    โครงสร้างของโปรแกรม MATLAB ประกอบด้วย 5 ส่วนใหญ่ คือ
    1. ภาษาโปรแกรม MATLAB (The MATLAB language)
      MATLAB เป็นโปรแกรมภาษาชั้นสูงที่ใช้ควบคุม flow statement ฟังก์ชัน โครงสร้างข้อมูลอินพุท/เอาท์พุท และลักษณะโปรแกรม Object-Oriented Programming ทำให้การเขียนโปรแกรมไม่ยุ่งยากเมื่อเทียบกับการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาอื่นๆ เช่น C, Fortran, Basic เป็นต้น
    2. สถาปัตยกรรมในการทำงานของ MATLAB (The MATLAB working environment)
      MATLAB จะมีกลุ่มของเครื่องมือที่เป็นประโยชน์สำหรับการทำงานของผู้ใช้โปรแกรม หรือโปรแกรมเมอร์ประโยชน์ที่กล่าวนี้ก็คือการจัดการตัวแปรใน workspace การนำข้อมูลหรือการผ่านค่าตัวแปรเข้า/ออกและกลุ่มของเครื่องมือต่างๆ นี้ก็จะใช้สำหรับพัฒนา จัดการ ตรวจสอบความผิดพลาดของโปรแกรม (debugging) ที่ได้เขียนขึ้น
    3. ฟังก์ชันในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ (The MATLAB mathematical function library)
      MATLAB จะมีไลบรารีทั่วไปที่ใช้ในการคำนวณอย่างกว้าง เช่น sine, cosine และพีชคณิตเชิงซ้อนโดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นฟังก์ชันหรือไลบรารีเพิ่มเติมขึ้นจากไลบรารีที่ใช้กันโดยทั่วไป เช่น ฟังก์ชันในการหา eigenvalues และ eigenvectors การแยกตัวประกอบและส่วนประกอบของเมตริกซ์ด้วยวิธีต่างๆ การวิเคราะห์ข้อมูล การหาความน่าจะเป็น และการแก้ปัญหาระบบของสมการเชิงเส้นที่เป็นพื้นฐานของสาขาวิชาต่างๆ เป็นต้น ทำให้โปรแกรม MATLAB มีฟังก์ชันสำหรับใช้งานค่อนข้างมากและครอบคลุมในรายละเอียดของการคำนวณสาขาต่างๆ ได้มากขึ้น
    4. Handle Graphics
      ระบบกราฟิกของ MATLAB จะประกอบด้วยคำสั่งชั้นสูงสำหรับการพล็อตกราฟโดยมีพื้นฐานอยู่บนแนวความคิดที่ว่าทุกๆ สิ่งบนหน้าต่างรูปภาพของโปรแกรม MATLAB จะเป็นวัตถุ (Object) ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว Handle Graphics ประกอบด้วยคำสั่งชั้นสูงให้คุณได้เลือกใช้ในการสร้าง Graphic User Interface บนพื้นฐานการประยุกต์ใช้งานของคุณ นอกจากนี้โปรแกรม MATLAB ยังมีฟังก์ชันที่ใช้สำหรับการแสดงภาพสองมิติ ภาพสามมิติ และการสร้างภาพเคลื่อนไหว
    5. The MATLAB Application Program Interface (API)
      API จะใช้เพื่อสนับสนุนการติดต่อจากภายนอกโดยใช้โปรแกรมที่เป็น mex ไฟล์ซึ่งเป็นไฟล์ซึ่งเป็นไฟล์ที่เขียนขึ้นโดยใช้ mex ฟังก์ชันใน MATLAB ซึ่งจะเรียกใช้รูทีนจากโปรแกรมภาษา C และ Fortran หรืออาจกล่าวได้ว่า API เป็นไลบรารีที่เขียนด้วยโปรแกรมภาษา C และ Fortran ที่มีการเชื่อมต่อกับโปรแกรม MATLAB ด้วยไฟล์ที่เป็น mex ฟังก์ชันอีกทั้ง MATLAB API นี้ยังมีความสามารถสำหรับการเรียก routine จาก MATLAB (dynamic linking) ก็ได้
    คอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมสำหรับโปรแกรม MATLAB
      
      เนื่องจากโปรแกรม MATLAB เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับการคำนวณทางคณิตศาสตร์และกราฟิกที่ซับซ้อนดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วสูง คอมพิวเตอร์พีซีที่เหมาะสมกับโปรแกรม MATLAB คือ มีซีพียูรุ่นเพนเทืยมขึ้นไป แรมควรมีอย่างต่ำ 32 เมกกะไบต์ ส่วนฮาร์ดดิสก์ควรมีเนื้อที่ว่างเกินกว่า 80 เมกกะไบต์ขึ้นไป

    คำสั่งโปรแกรม MATLAB รูปแบบการแสดงค่า ตัวอย่างค่า Pi
    format short การแสดงตัวเลข 5 ตำแหน่ง 3.1416
    format short e การแสดงตัวเลข 5 ตำแหน่งพร้อมเลข Exp 3.1416e+00
    format short g การแสดงตัวเลขที่ดีที่สุดระหว่างในรูปแบบสั้นๆ หรือในรูปแบบเลข Exp แล้วแต่ความเหมาะสม 3.1416
    format long การแสดงตัวเลข 16 ตำแหน่ง 3.14159265358979
    format long e การแสดงตัวเลข 16 ตำแหน่งพร้อมเลข Exp 3.14159265358979e+00
    format long g การแสดงตัวเลขแบบยาว 3.14159265358979
    format hex การแสดงตัวเลขแบบฐาน 16 คือ 1..9 และ A..F 400921fb54442d18
    format bank การแสดงตัวเลขแบบธนาคาร คือทศนิยม 2 ตำแหน่ง 3.14
    format + การแสดงค่าตัวเลขว่าเป็น บวก ลบ หรือ ศูนย์ +
    format rat การแสดงอัตราส่วนโดยประมาณ 355/113

    ตัวดำเนินการเครื่องหมายพิเศษและตัวดำเนินการเปรียบเทียบและตรรกะ

    ลักษณะการดำเนินการตัวดำเนินการรูปแบบทางคณิตศาสตร์รูปแบบทาง MATLAB
    การบวก
    การลบ
    การคูณ
    การคูณเชิงสมาชิก
    การหารทางขวา
    การหารทางซ้าย
    การหารเชิงสมาชิก
    การยกกำลัง
    การยกกำลังเชิงสมาชิก
    +
    -
    *
    .*
    /
    \
    ./
    Ab
    A.b
    a+b
    a-b
    axb
    -
    a/b
    b/a
    -
    ab
    -
    a+b
    a-b
    a*b
    a.*b
    a/b
    a\b
    a./b
    a^b
    a.^b

    ในทาง MATLAB คือการนำเอา Matrix a และ Matrix bมา Operate กัน เช่น + ,-,*,/,หรือยกกำลังกัน เพราะฉะนั้นเงื่อนไขการ Operate ต่างๆ จึงเป็นวิธีการทาง Matrix ส่วนเครื่องหมายที่มีจุด (.) แสดงว่าจะกระทำเฉพาะแถวกับหลักเดียวกัน เช่น 
    a = 1 2 3
        4 5 6
    b = 2 2 2
        2 2 2
    a.^b = 1  4  9
          16 25 36
    


    ตัวดำเนินการเปรียบเทียบและตรรกะ
    ลักษณะดำเนินการ ตัวดำเนินการเปรียบเทียบและตรรกะ ตัวอย่าง
    ลักษณะดำเนินการตัวดำเนินการเปรียบเทียบและตรรกะตัวอย่าง
    น้อยกว่า
    น้อยกว่าหรือเท่ากับ
    มากกว่า
    มากกว่าหรือเท่ากับ
    เท่ากับ
    ไม่เท่ากับ
    และ
    หรือ
    ไม่
    <
    <=
    >
    >=
    ==
    ~=
    &
    |
    ~
    x<10
    x<=10
    x>10
    x>=10
    x==1
    x~=5
    x>2 & y<1
    x>2 | y<1
    ~x

    ฟังก์ชั่นที่ใช้ในการหาค่าทางตรีโกณมิติ

    คำสั่งรายละเอียด
    sin(x)
    sinh(x)
    asin(x)
    asinh(x)
    ใช้คำนวณหาค่า Sine ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Hyperbolic sine.ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Inverse sine. ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Inverse hyperbolic sine. ของ x
    cos(x)
    cosh(x)
    acos(x)
    acosh(x)
    ใช้คำนวณหาค่า cos ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Hyperbolic cos.ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Inverse cos ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Inverse hyperbolic cos. ของ x
    tan(x)
    tanh(x)
    atan(x)
    atan2(x)
    atanh(x)
    ใช้คำนวณหาค่า Tangent ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Hyperbolic Tangent.ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Inverse Tangent. ของ x
    ใช้คำนวณหาค่าFour quadrant inverse tangent ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Inverse hyperbolic Tangent ของ x
    sec(x)
    sech(x)
    asec(x)
    asech (x)
    ใช้คำนวณหาค่า Secant. ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Hyperbolic Secant.ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Inverse Secant. ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Inverse hyperbolic Secant. ของ x
    csc(x)
    csch(x)
    acsc(x)
    acsch(x) 
    ใช้คำนวณหาค่า Cosecant ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Hyperbolic Cosecant.ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Inverse Cosecant. ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Inverse hyperbolic Cosecant ของ x
    cot(x)
    coth(x)
    acot (x)
    acoth(x)
    ใช้คำนวณหาค่า Cotangent ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Hyperbolic Cotangent.ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Inverse Cotangent. ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Inverse hyperbolic Cotangent ของ x

    ฟังก์ชั่นที่ใช้ในการหาค่า Exponential.
    คำสั่งรายละเอียด
    exp(x)
    log(x)
    log10(x)
    log2(x)
    pow2(x)
    nextpow2(x)
    ใช้คำนวณหาค่า Exponential. ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Natural logarithm.ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Common (base 10) logarithm. ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า Base 2 logarithm and dissect floating point number. ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า เลขยกกำลังที่มี 2 เป็นฐาน ของ x
    ใช้คำนวณหาค่า ตัวเลขยกกำลังที่มี 2 เป็นฐานที่มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า ของ x
    abs(x)
    ceil(x)
    floor(x)
    round(x)
    sqrt (x)
    rem(x,y)
    sign(x)
    ใช้คำนวณหาค่า Absolute ของ x
    ใช้คำนวณหาค่าจำนวนเต็มใดๆที่ใกล้เคียงกับค่าของ x โดยให้ค่านั้นเข้าใกล้ ? มากที่สุด
    ใช้คำนวณหาค่าจำนวนเต็มใดๆที่ใกล้เคียงกับค่าของ x โดยให้ค่านั้นเข้าใกล้-? มากที่สุด
    ใช้คำนวณหาค่าจำนวนเต็มใดๆที่ใกล้เคียงกับค่าของ x โดยถ้าป็นทศนิยมเกิน 0.5 ปัดขึ้น
    ใช้คำนวณหาค่า Square root. ของ x
    ใช้คำนวณหาค่าเศษที่เหลือจากการหารกันระหว่าง x และ y
    ใช้สำหรับกำหนดค่าของ x ใดๆ ให้มีค่าเป็น -1,0,1
    ถ้าเป็น -1 แสดงว่าค่าของ x > 0
    ถ้าเป็น 0 แสดงว่าค่าของ x = 0
    ถ้าเป็น 1 แสดงว่าค่าของ x < 0

                                                   YikeBike จักรยานไฟฟ้า"พับได้"ใช้ดี 


          ก่อนหน้านี้ ทางเว็บไซต์ arip ได้เคยแนะนำนวตกรรมยานพาหนะ"ล้อเดียว"ทีสามารถทรงตัวได้เองชื่อว่า Enicycle หรือจะเป็นจักรยานไฮบริดที่เลือกว่าจะปั่นเอง หรือให้มอเตอร์ไฟฟ้าปั่นให้ รวมถึงจักรยานพับได้ในรูปแบบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการพกพา หรือจัดเก็บ ล่าสุดมีนวตกรรมแนวๆ นี้โผล่ออกมาอีกแล้ว โดยตัวนี้มีชื่อว่า YikeBike

        YikeBike เป็นจักรยานไฟฟ้าที่มีดีไซน์ไม่เหมือนใคร แถมยัง"พับได้" เพื่อสะดวกต่อการนำติดตัวไปใช้งานเมื่อยามจำเป็นได้อีกด้วย YikeBike จะมีสองล้อไม่เท่ากัน โดยที่นั่งของผู้ขับจะอยู่บนล้อใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 1.2 กิโลวัตต์ ด้านข้างจะเป็นแฮนด์บังคับ ตัวถังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ทีมีคุณสมบัติเบาและแข็งแรง และออกแบบให้สามารถพับเล็กลงจนเหลือขนาดเพียง 6 x 23.6 x 23.6 นิ้ว (23.6 นิ้ว จะเป็นความยาวของเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อใหญ่) และมีน้ำหนักเพียง 22 ปอนด์ (10 กิโลกรัม) ซี่งได้เร็วสุด 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้ได้ 80% ภายในเวลา 20 นาที โดยเจ้าของ YikeBike จะใช้เวลาในการพับเก็บแค่ 15 วินาทีเท่านั้น...ว้าว!!! 





        ไม่น่าเชื่อว่า YikeBike จะควบคุมการทำงานด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์จริงๆ โดยเฉพาะระบบป้องกันการล็อคไม่ให้เกิดการลื่นไถล อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ดีไซน์ของ YikeBike ทำให้นึกถึงต้นแบบจักรยานสองล้อในอดีตที่"ล้อหน้าใหญ่-ล้อหลังเล็ก" แต่การออกแบบในสมัยนั้นล้อหน้าจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 3 ฟุตเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่น่าเชื่ออีกเหมือนกันว่า มันจะใช้ขี่ได้จริง กลับมาที่ YikeBike กันดีกว่า ปัจจุบันเจ้าจักรยานไฟฟ้าพับได้คันนี้ยังคงเป็นคอนเซปต์ เนื่องจากยังหาผู้รับผลิตเป็นสินค้าไม่ได้ แต่หากมีการผลิตจริง สนนราคาเบื้องต้นจะตกอยู่ที่ประมาณ 3,000 ปอนด์ (ประมาณ 170,000 บาท) คาดว่า มันน่าจะไปโผล่ในงาน CES 2010 ช่วงต้นปีหน้า

    +[Click...เชิญชมวิดิโอสาธิตการใช้งาน]+


    อ้างอิงจากเว็บ : http://hitech.sanook.com/technology/product_13257.php

    วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555



                                      ว้าว!!! แฟลชไดรฟ์ 32GB "เล็กจิ๋ว-กันน้ำ"



      คุณผู้อ่านยังจำ Pico Drive "แฟลชไดรฟ์จิ๋ว"ที่สามารถกันน้ำได้ไหมครับ ซึ่งเราได้เคยนำมาโชว์ในงาน Commart แล้วด้วย ทั้งนี้นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นแล้ว แฟลชไดรฟ์รุ่นนี้ยังมีความจุสูงอีกต่างหาก โดยรุ่นแรกที่ออกมาจะมีความจุ 8GB ตามมาติดๆ ด้วยรุ่น 16GB ล่าสุดทางบริษัทได้ออกรุ่นความจุ 32GB ในขณะที่ขนาดของมันยังคงเท่าเดิม

      Pico Drive 32GB แฟลชไดรฟ์ยูเอสบีขนาดเล็กที่สุดในโลกที่มีความจุสูงขนาดนี้ โดยมีความยาวแค่ 31.3 มม. กว้าง 12.4 มม. และหนา 3.4 มม. เท่านั้น ซึ่งเมื่อเสียบเข้ากับพอร์ตยูเอสบี ส่วนที่ยื่นออกมาแค่ 1.5 ซม. เท่านั้น ตัวถังเคลือบด้วยเงิน (กันไฟฟ้าสถิตย์ หรือกระแสไฟฟ้าเล็กๆ ที่อาจะส่งผลอันตรายกับข้อมูลที่บันทึกอยู่ภายใน) และเช่นเคยที่มันยังคงสามารถกันน้ำได้




    แฟลชไดรฟ์ 32GB

    การพิสูจน์คุณสมบัติกันน้ำของแฟลชไดรฟ์รุ่น 8GB สนนราคาของ Pico Drive 32GB อยู่ที่ 139.99 เหรียญฯ หรือประมาณ 5,000 บาท


    +[Click...เชิญชมวิดิโอสาธิตการใช้งาน]+


    วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555



                                     เผยโฉม “Macbook Pro” จอ Retina Display




        แอปเปิลเซอร์ไพรส์คนดู เปิด Next Ganeration Macbook Pro ที่มาพร้อมหน้าจอ Retina Display พร้อมอัปเกรดสเปก Macbook Air และ Macbook Pro ให้กลายเป็นใช้ซีพียู Ivy Bridge พร้อมใส่พอร์ตยูเอสบี 3.0 

         โดยในรุ่น Macbook Pro with Retina Display ปรับขนาดให้บางลงเหลือเพียง 0.71 นิ้ว (บางพอๆ กับแมคบุ๊ก แอร์) พร้อมหน้าจอ Retina Display ความละเอียด 2880 x 1800 พิกเซล 220ppi บนขนาดหน้าจอ 15.4 นิ้ว พร้อมพอร์ต USB 3.0/2.0 2 พอร์ต
           
           ในส่วนหน่วยประมวลผลจะใช้ Intel Core i7 Quad-Core 2.7GHz with Turbo Boost 3.7GHz พร้อมแรมสูงสุด 16GB 1600MHz กราฟิกชิป NVIDIA GeForce GT650M และหน่วยเก็บข้อมูล SSD อัปเกรดได้สูงสุด 768GB ดูอัลไมโครโฟน และ Bluetooth 4.0
    ในส่วนราคาสำหรับรุ่นความเร็ว 2.3GHz Quad-Core i7 แรม 8GB 256GB Flash Memory จะเริ่มต้นที่ $2,199

    นอกจากนั้น ทางแอปเปิลยังมีการปรับสเปกแบบ Minor Change ใน Macbook Pro และ Macbook Air โดยหลักๆ จะมีการปรับเปลี่ยนสเปกซีพียูเป็น Intel IvyBridge Core i5 และ Core i7 พร้อมกราฟิกชิป Intel HD Graphics 4000
           
           โดยใน Macbook Pro 13 นิ้ว หน้าจอความละเอียด 1280 x 800 พิกเซล จะยังคงสเปกเดิมคือ Core i5 2.5 GHz RAM 4GB และ Core i7 Dual Core 2.9GHz แต่เพิ่มแรมมาเป็น 8GB พร้อมราคา $1,199 และ $1,499 ส่วนในรุ่น Macbook Pro 15 นิ้ว หน้าจอ 1440 x 900 พิกเซล จะเปลี่ยนซีพียูเป็น Quad Core i7 2.3GHz และ 2.6 GHz พร้อมกราฟิก GeForce GT 640M 1GB และราคาอยู่ที่ $1,799 และ $2,199
           
           ขณะที่ในส่วนของ Macbook Air 11 นิ้ว หน้าจอความละเอียด 1366 x 768 พิกเซล เปลี่ยนซีพียูเป็น Core i5 1.7GHz RAM 4GB เริ่มต้นที่ $999 และ Macbook Air 13 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอ 1440 x 990 พิกเซล เปลี่ยนซีพียูเป็น Core i5 1.8GHz RAM 4GB ราคาเริ่มต้น $1,299 ทั้งสองขนาดมาพร้อมกราฟิกการ์ด Intel HD 4000 และพอร์ตยูเอสบี 3.0
           
           ล่าสุดเว็บไซต์ store.apple.com/th ได้อัปเดตราคาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หน้าเว็บไซต์แล้ว โดย Macbook Air ยังคงราคาเดิมเริ่มที่ 32,900 บาท ในรุ่น 11 นิ้ว และ 39,900 บาท ในรุ่น 13 นิ้ว ส่วน Macbook Pro 13 นิ้ว เริ่มที่ 39,900 บาท Macbook Pro 15 นิ้ว เริ่มที่ 59,900 บาท และ Macbook Pro with Retina display ราคาเริ่มต้นที่ 72,900 บาท


    อ้างอิงจากเว็บ: http://www.bcoms.net/news/detail.asp?id=12337