วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


กระหึ่ม “Microsoft Office 2013” 


       เปิดตัวแล้วสำหรับซอฟต์แวร์สร้างงานเอกสาร ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 2013 (Microsoft Office 2013)” เวอร์ชันใหม่ล่าสุด ชู 3 จุดเด่นคือ การปรับให้ระบบสามารถทำงานออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ-รองรับไฟล์ต่างค่ายได้เสรีมากขึ้น-รองรับหน้าจอสัมผัส เตรียมพร้อมผนึกในระบบปฏิบัติการ Windows 8 สำหรับแท็บเล็ตและพีซีเพื่อจำหน่ายภายในช่วงปีหน้า
      
       ไมโครซอฟท์ออฟฟิศนั้นเป็นโปรแกรมสร้างงานเอกสารที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก โดยถูกติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานธุรกิจมากกว่า 90% ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ออฟฟิศเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่ทำเงินให้ไมโครซอฟท์มากกว่า 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
       
       ล่าสุดไมโครซอฟท์เปิดรายละเอียดโปรแกรมออฟฟิศเวอร์ชันใหม่ในชื่อออฟฟิศ 2013 ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา โดยสตีฟ บอลล์เมอร์ (Steve Ballmer) ซีอีโอไมโครซอฟท์ประกาศว่าออฟฟิศ 2013 นั้นเป็นซอฟต์แวร์เจเนอเรชันใหม่ที่ผสานความสวยงามและการใช้งานลักษณะเดียวกับที่ไมโครซอฟท์สร้างสรรค์ให้ระบบปฏิบัติกาวินโดวส์ 8 (สำหรับคอมพิวเตอร์พีซี) และระบบปฏิบัติการวินโดวส์โฟน (สำหรับสมาร์ทโฟน)งานนี้ซีอีโอไมโครซอฟท์ระบุว่า ออฟฟิศ 2013 เป็นเวอร์ชันที่พัฒนายากที่สุดที่ไมโครซอฟท์เคยพัฒนามา โดยออกแบบให้ตรงความต้องการของกลุ่มนักเรียน ครอบครัว และผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการใช้งานเชิงธุรกิจ
       
       โปรแกรมย่อยในออฟฟิศ 2013 ทั้งโปรแกรมประมวลผลคำ Word, โปรแกรมรับส่งเมล Outlook, โปรแกรมงานคำนวณ Excel, โปรแกรมช่วยบันทึก OneNote และโปรแกรมงานนำเสนอ PowerPoint ล้วนถูกพัฒนาให้สามารถทำงานบนอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสได้ดีขึ้น ผลจากอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสถูกใช้งานแพร่หลายทั้งโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ซึ่งการสำรวจล่าสุดพบว่า ชาวออนไลน์มากกว่าครึ่งนั้นมีอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสมากกว่า 3 อุปกรณ์ไมโครซอฟท์ระบุว่า การสำรวจพบว่าชาวออนไลน์มากกว่า 60% ระบุว่าใช้งานอุปกรณ์เดียวกันในการทำงานและจัดการชีวิตส่วนตัว ดังนั้นไมโครซอฟท์จึงต้องปรับปรุงให้ออฟฟิศ 2013 สามารถรองรับการทำงานกับหน้าจอสัมผัสได้ดีขึ้น ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ทั้งบนพีซีและแท็บเล็ต
       
       ครั้งนี้ไมโครซอฟท์ปรับให้ออฟฟิศ 2013 รองรับไฟล์ต่างค่ายให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่นในโปรแกรม Word ผู้ใช้จะสามารถแก้ไขไฟล์นามสกุล PDF และบันทึกกลับเป็นฟอร์แมตของค่ายอะโดบี (Adobe) ได้เช่นเดิม ขณะเดียวกันก็ปรับปรุงให้ผู้ใช้สามารถแนบคลิปวิดีโอของยูทิวบ์ (YouTube) ได้ง่ายขึ้น 
       
       ที่น่าสนใจคือ ไมโครซอฟท์ปรับให้ผู้ใช้สามารถอ่านเอกสารได้บนทุกอุปกรณ์ตั้งแต่สมาร์ทโฟนถึงพีซี โดยโปรแกรมจะช่วยจัดหน้าเอกสารให้เข้ากับขนาดหน้าจออุปกรณ์ที่แตกต่างกันโดยอัตโนมัติ และหากผู้ใช้เปิดอ่านหรือแก้ไขเอกสารค้างอยู่ตำแหน่งใด ผู้ใช้จะสามารถอ่านเอกสารในตำแหน่งนั้นเมื่อมีการเปิดขึ้นใหม่บนอุปกรณ์ใดๆ ก็ตาม


   เคล็ดลับที่ทำให้ออฟฟิศ 2013 สามารถจำข้อมูลตำแหน่งล่าสุดของหน้าเอกสารที่ถูกเปิดได้ คือข้อมูลตำแหน่งจะถูกซิงก์หรือเชื่อมไปยังคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและแท็บเล็ตผ่านบัญชีผู้ใช้ที่ผูกกับบริการออนไลน์ SkyDrive โดยอัตโนมัติ ซึ่งโปรแกรมย่อยในออฟฟิศ 2013 จะล้วนสามารถผูกกับ SkyDrive เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเอกสารได้ทุกที่ทุกเวลา
       
       ในส่วนโปรแกรม Outlook ข้อมูลปฏิทินงานและรายละเอียดข้อมูลผู้ติดต่อถูกนำมาแสดงไว้ที่หน้าหลักสำหรับแสดงอีเมล ทั้งหมดนี้ไมโครซอฟท์ให้ชื่อคุณสมบัติว่า “Peeks” เพื่อเป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียกดูการนัดหมายบนปฏิทินและรายชื่อผู้ติดต่อที่เกี่ยวข้องได้จากเพจเดียวโปรแกรมนำเสนองาน PowerPoint ถูกปรับให้การแทรกไฟล์จากบริการอื่นทำได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ปรับให้ผู้ใช้สามารถฉายเอกสารไปจนฉากโดยที่ผู้พูดสามารถดูโน้ตที่บันทึกไว้ในแต่ละสไลด์บนแท็บเล็ตหรือพีซีได้พร้อมกัน

       โปรแกรมบันทึก OneNote จะสามารถจดจำลายมือผู้เขียนได้ทั้งจากการสัมผัสด้วยนิ้วหรือการใช้ปากกาสไตลัส ซึ่งจะทำให้การจดบันทึกบนอุปกรณ์พกพาทำได้ง่ายโดยไม่ต้องพึ่งพาคีย์บอร์ดหรือเมาส์คอมพิวเตอร์ตามปกติงานนี้ไมโครซอฟท์ไม่ได้มองข้ามการปรับปรุงด้านเครือข่ายสังคม ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นในองค์กรธุรกิจยุคดิจิตอล สิ่งที่ไมโครซอฟท์ทำคือการเปิดทางให้ผู้ใช้สามารถติดตามงานหรือเอกสารที่เพื่อนร่วมงานทำอยู่ ในลักษณะเดียวกับการติดตามเรื่องราวของเพื่อนฝูงบนเฟซบุ๊ก จุดนี้เป็นผลจากการซื้อกิจการเครือข่ายสังคมนาม Yammer ด้วยเงิน 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และการซื้อกิจการบริการ โทร.ผ่านอินเทอร์เน็ตอย่าง Skype ซึ่งจะทำให้ระบบโทรศัพท์และระบบแชตถูกฝังไว้โดยตรงกับซอฟต์แวร์ออฟฟิศทั้งหมดนี้ นักวิเคราะห์จากฟอร์เรสเตอร์รีเสิร์ช ซาราห์ รอตแมน อิปป์ส (Sarah Rotman Epps) มั่นใจว่าออฟฟิศ 2013 จะเป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถทำยอดจำหน่ายถล่มทลายเพราะคุณสมบัติใหม่ที่ล้วนออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชาวดิจิตอล แต่ออฟฟิศ 2013 ก็ยังมีความเสี่ยงเพราะคู่แข่งของไมโครซอฟท์รุกคืบไปพัฒนาคุณสมบัติด้านอุปกรณ์พกพาก่อนแล้ว และให้บริการฟรีหรือคิดค่าบริการต่ำมากมาก่อน
       
        
การเปลี่ยนแปลงของออฟฟิศ 2013 ถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ชุดซอฟต์แวร์เอกสารออนไลน์อย่าง Google Apps ซึ่งให้บริการบนเว็บไซต์กูเกิลโดยมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อผู้ใช้ต่อปี จุดนี้ไมโครซอฟท์ส่งผลิตภัณฑ์อย่าง Office 365 ลงมาแข่งขันอย่างเต็มตัวในราคาเท่ากัน โดยในอนาคต ไมโครซอฟท์ระบุว่าจะวางจำหน่ายโปรแกรม Office 2013 ในฐานะซอฟต์แวร์ที่ทำงานเชิงเดี่ยว (standalone) และจะจำหน่ายในรูปแบบสมาชิกควบคู่กันไป ซึ่งล่าสุดไมโครซอฟท์ยังไม่เปิดเผยกำหนดการเปิดตัว Office 365 สำหรับผู้ใช้ iPad แต่คาดว่าจะมีการพัฒนาให้รองรับแพลตฟอร์มอื่นด้วยต่อไป
       
       ทั้งหมดนี้ถือเป็นความคืบหน้าล่าสุดของโปรแกรมออฟฟิศ 2013 โดยช่วง 9 เดือนตั้งแต่กรกฎาคม 2554 ถึงมีนาคม 2555 แผนกซอฟต์แวร์ออฟฟิศสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 1.16 หมื่นล้านเหรียญ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของกำไรไมโครซอฟท์

อ้างอิงจาก :  http://www.bcoms.net/news/detail.asp?id=12356 
       



       
       


วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


วงจรจับเวลา 99 วินาที ใช้ Microcontroller

โดยส่วนตัวชอบนาฬิกาที่จับเวลาได้เป็นหลักอยู่แล้ว นาฬิกาที่สะสมส่วนมากจะเป็นนาฬิกาแบบนี้ พอดีเขียน Blog ที่วิชาการ.คอมเกี่ยวกับวิธีทำนาฬิกา ซึ่งได้ยกวงจรจับเวลา 99 วินาทีนี้เป็นตัวอย่างในการทำความเข้าใจ ซึ่ง จุดเด่นของวงจรนี้คือ ไม่มีปุ่มกดจับเวลา หรือว่า หยุดจับเวลา และก็ไม่มีปุ่ม Reset อิ อิ :)
วงจรเป็นดังรูปข้างล่างนี้
99 Second Timer Counter Chronograph

ส่วนโปรแกรมที่เป็นภาษาซี เขียนด้วย MikroC ก็เป็นดังข้างล่างนี้ครับ
//PIC16F627A //4MHz Internal OSC // Two Digit Counter // 13/11/2008 // Punkky@gmail.com #define Digit1 PORTA.F0 #define Digit2 PORTA.F1 
unsigned short tick;
unsigned short x1;
unsigned short x2;
void interrupt () //Interrupt จะถูกเรียกทุกครั้งที่ Timer1 เกิดการ Overflow นั่นคือจะถูกเรียกทุกวินาทีนั่นเอง
{
        PIR1.TMR1IF = 0;        // clears TMR1IF         TMR1H = 0x80//ตั้งค่าเริ่มต้นของ Timer1 เป็น 0x8000 โดยตั้งเฉพาะสองบิตแรก        tick = 1//tick เป็น 1 ทุก 1 วินาที
}

void main(){
  CMCON = 0x07;   //Digital I/O for PORTA   TRISA = 0x00;
  PORTA = 0x00;
  TRISB = 0x00;
  PORTB = 0x00;
  T1CON = 0x0F;
       
  // Prescaler 1:1   external clock   PIE1.TMR1IE = 1;  // enable interupt to start the clock   INTCON = 0xC0;   // Set GIE, PEIE   TMR1L = 0x00;
  TMR1H = 0x80;
  PCON.OSCF = 1//Internal Clock 4MHz   x1 = 0//หลักสิบของวินาที   x2 = 0//หลักหน่วยของวินาที
  tick = 0;

  while(1){
    if(tick){ //เมื่อเวลาผ่านไป 1 วินาที ค่า tick จะเป็น 1 
       tick = 0;
       x2++; //เพิ่มหลักหน่วยของวินาทีขึ้น 1
       if(x2>9){ //ถ้าหลักหน่วยมากกว่า เก้า ก็ให้เซ็ตเป็น ศูนย์ และนับหลักสิบขึ้น 1
          x2 =0;
          x1++;
          if(x1>9){ //ถ้าหลักสิบมากกว่า เก้า ก็ให้เซ็ตเป็น ศูนย์ เพื่อกลับไปนับจาก 00 ใหม่
             x1 = 0;
          }
          PORTB = x1//นำค่าของหลักสิบไปแสดงผล          Digit1 = 1//สั่งให้ CD4543 นำข้อมูลจาก PORTB ไปแสดงบน 7-Segment
          Digit1 = 0//สั่งให้ CD4543 คงค่าของตัวเลขไว้ โดยไม่ต้องสนใจค่าของ PORTB อีก
       }
       PORTB = x2//นำค่าของหลักหน่วยไปแสดงผล
       Digit2 = 1//สั่งให้ CD4543 นำข้อมูลจาก PORTB ไปแสดงบน 7-Segment
       Digit2 = 0//สั่งให้ CD4543 คงค่าของตัวเลขไว้ โดยไม่ต้องสนใจค่าของ PORTB อีก
   }
  }


จำลองการทำงานด้วย Proteus ได้ตามภาพข้างล่าง
Simulation of 99 second counter timer
อ้างอิงจาก   http://punkky.blogspot.com/2008/11/99-microcontroller.html

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


GPS การประยุกต์ใช้งานกับการดำรงชีวิต

การนำ GPS มาประยุกต์ใช้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิต
GPS เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจและใกล้ตัวเราอย่างมาก และด้วยความสามารถของ GPS ทำให้ สามารถนำข้อมูลตำแหน่ง มาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบนำร่อง (Navigation System)
- ระบบติดตามยานพาหนะ (Automatic Vehicle Location)
- การสำรวจพื้นที่ (Survey)
- การทำแผนที่ (Mapping) เป็นต้น

การประยุกต์ใช้งานกับการดำรงชีวิต
มีการนำ GPS มาใช้ประโยชน์ในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นทางรถยนต์ ที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายๆ ยี่ห้อ ได้ติดตั้งอุปกรณ์ GPS ไว้บนตัวรถ ทำงานร่วมกับแผนที่ประเทศไทย และแผนที่เมืองต่างๆ บนโลก เพื่อระบุตำแหน่งของรถยนต์บนแผนที่นั้น ก่อให้เกิดประโยชน์ในการเดินทาง การค้นหา สถานที่ และไปยังจุดหมายที่ต้องการได้แม่นยำและรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถพัฒนาไป ถึงการแก้ไขปัญหาจราจร ที่ส่วนหนึ่งเกิดจาดผู้ขับขี่ที่ไม่ชำนาญเส้นทาง จนทำให้ขับขี่ได้ช้าลง หรือหลงทางได้

ประยุกต์ใช้ในการเดินทางโดยจักรยาน
ซึ่งสามารถบันทึกเส้นทางที่เราต้องการเดินทางไป หรือนำไปยังเส้นทางที่คนอื่นได้บันทึกไว้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถบอกถึงทิศทางที่จะต้องไป ระยะทางที่เหลือ และระยะทางที่จะถึงปลาย ทางด้วย (ขึ้นกับคุณสมบัติของอุปกรณ์ GPS)

ประยุกต์ใช้ในการเดินป่าโดยใช้งานคุณสมบัติของอุปกรณ์แต่ละรุ่น/ยี่ห้อ เช่น การเก็บระยะทาง โดยรวม, นาฬิกา, เข็มทิศ, เวลาพระอาทิตย์ขึ้น-ตก เป็นต้น หรือแม้แต่การติดตามตัวก็สามารถนำ ไปประยุกต์ใช้งานได้

จะเห็นแล้วว่า ประโยชน์ของ GPS มีมากมายหลากหลาย ขึ้นกับว่าจะนำไปประยุกต์ใช้ในทางที่ก่อ ให้เกิดประโยชน์กับตัวเรา หรือในเชิงธุรกิจ อีกทั้งอุปกรณ์ GPS ยังสามารถหาซื้อได้อย่างง่ายดาย หลากหลายรุ่น หลากหลายราคา และหลากหลายฟังก์ชั่นการใช้งาน ตามความต้องการที่จะนำไป ประยุกต์ใช้ได้อีกด้วย

ปัจจุบันนี้ได้มีการใช้งาน GPS ในรูปแบบต่างๆดังนี้
- การกำหนดพิกัดของสถานที่ต่าง ๆ การทำแผนที่ งานสำรวจ โดยส่านใหญ่นิยมใช้อุปกรณืที่ สามารถพกพาไปได้ง่าย มีความทนทาน กันน้ำได้ สามารถใช้กับถ่านไฟฉายขนาดมารตฐานได้
- การนำทาง ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมีหลากหลายแบบและขนาด สามารถนำทางได้ทั้ง ภาพและเสียง ใช้ได้หลายภาษาบางแบบมีภาพเสมือนจริง ภาพสามมิติ และประสิทธิภาพอื่นๆเพิ่ม เติมเช่น multimedia Bluetooth handfree เป็นต้น
- การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน โครงข่ายหมุดดาวเทียม GPS ของกรมที่ดิน (DOLVRS)
- การกำหนดจุดเพื่อบรรเทาสาธารณะภัย เช่น เสื้อกั๊กชูชีพที่มีเครื่องส่งสัญญาณจีพีเอส
- การวางผังสำหรับการจัดส่งสินค้า
- การนำไปใช้ประโยชน์ในขบวนการยุติธรรม เช่นการติดตามบุคคล การติดตามการค้ายาเสพติด
- การนำไปใช้ประโยชน์ทางทหาร ดูรายละเอียดเกี่ยวกับอนาคตGPS ทางทหารจากกระทรวง กลาโหมสหรัฐที่นี่ The Future of the Global Positioning System
- การกีฬา เช่นใช้ในการฝึกฝนเพื่อวัดความเร็ว ระยะทาง แคลลอรี่ที่เผาผลาญ หรือ ใช้ใน สนามกอล์ฟเอคำนวนระยะจากจุดที่อยู่ถึงหลุม
- การสันทนาการ เช่น กำนดจุดตกปลา หาระยะเวลาที่เหมาะสมในการตกปลา การวัดความเร็ว ระยะทาง บันทึกเส้นทาง เครื่องบิน/รถบังคับวิทยุ
- ระบบการควบคุมหรือติดตามยานพาหนะ การติดตามบุคคล เพื่อให้ทราบว่ายานพาหนะอยู่ที่ใด มีการเคลื่อนที่หรือไม่ มีการแจ้งเตือนให้กับผู้ติดตามเมื่อมีการเคลื่อนที่เร็วกว่าที่กำหนดหรือ เคลื่อนที่ออกนอกพื้นที่หรือเข้าสู่พื้นที่ที่กำหนด นอกจากนั้นยังสามารถนำไปใช้ในการป้องกัน การโจรกรรมและติดตามทรัพย์สินคืน
- การนำข้อมูล GPS มาประกอบกับภาพถ่ายเพื่อการท่องเที่ยว การทำรายงานกิจกรรม เป็นต้น โดยจะต้องมีเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมติดตั้งอยู่กับกล้องบางรุ่น หรือการใช้ GPS Data Logger ร่วมกับ Software



อ้างอิงจาก http://www.mindphp.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/31-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B/1923-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-gps-.html

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555



          ไมโครซอฟท์พร้อมปล่อย ‘Windows 8’ 26 ต.ค.นี้






 แฟนพันธุ์แท้ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เตรียมเฮสุดเสียง หลังผู้บริหารไมโครซอฟ์ยืนยันชัดว่าระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อวินโดวส์ 8 (Windows 8) พร้อมแล้วที่จะปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วไปได้เริ่มต้นอัปเกรดระบบปฏิบัติการ ทั้งนี้การอัปเกรดวินโดวส์ 8 จะเริ่มต้นครั้งแรก 26 ตุลาคม

       ในที่สุดก็ได้ทราบเสียทีสำหรับแผนกำหนดการเปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่อย่างวินโดวส์ 8 ที่แฟนไมโครซอฟท์ต่างรอคอยว่าจะได้เริ่มใช้งานจริงเมื่อใด ล่าสุดรายงานจากเว็บบล็อกอย่างเป็นทางการของไมโครซอฟท์ระบุว่า สตีเวน ไซนอฟสกี (Steven Sinofsky) ได้ประกาศว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 จะปล่อยให้ผู้ใช้ได้เริ่มอัปเกรด 26 ตุลาคม 2012
       
       ทั้งนี้ ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 จะวางจำหน่ายออกเป็น 2 รูปแบบ โดยรูปแบบแรกวินโดวส์ 8 จะติดตั้งพร้อมใช้งานเสร็จสรรพกับผู้ใช้ที่ได้ซื้อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องใหม่ (PC) กับอีกรูปแบบหนึ่งคือ จะเป็นรูปแบบในการอัปเกรดจากผู้ใช้ระบบปฏิบัติการเดิมของไมโครซอฟท์ เช่น วินโดวส์ 7 (Windows 7) วินโดวส์ วิสต้า (Windows Vista) และวินโดวส์ เอ็กซ์พี (Windows XP)

       ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุดของไมโครซอฟท์ นอกจากจะมีการปล่อยระบบปฏิบัติการใหม่แล้ว ยังมีชุดออฟฟิศเวอร์ชันใหม่ Office 2013 วางจำหน่ายด้วยเช่นกัน ซึ่งจุดเด่นของออฟฟิศ 2013 จะเป็นด้านของการรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสทั้งสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต รวมถึงการรองรับการใช้งานไฟล์เอกสารนามสกุล .PDF ของค่ายอะโดบี (Adobe) ให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
       
       
สรุปข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุดของไมโครซอฟท์
       
กระหึ่ม “Microsoft Office 2013”


ไมโครซอฟท์หวังยอดขาย ‘Surface’ แค่ล้านเครื่อง


อ้างอิงจากเว็บ : http://www.bcoms.net/news/detail.asp?id=12361



 


 



                           โอลิมปัสโชว์ต้นแบบ “แว่นอัจฉริยะ”

หลังจากกูเกิลเปิดตัว “Project Glass” แว่นอัจฉริยะ เทคโนโลยีเสมือนจริงเมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ายักษ์ใหญ่โลกเทคโนโลยีหลายค่ายจะขานรับว่ากำลังง่วนกับการพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะหรือระบบประมวลผลที่สามารถสวมใส่ได้ (wearable computing) อยู่เช่นกัน ล่าสุดโอลิมปัส (Olympus) เปิดตัวต้นแบบแว่นตานามว่า “MEG 4.0” ซึ่งการันตีว่าชาวไอทีจะสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน


       แว่นตาไฮเทคของโอลิมปัสนี้มีชื่อว่า MEG4.0 ถูกนิยามว่าเป็นต้นแบบจอภาพขนาดจิ๋วพิเศษที่สามารถสวมใส่ได้ หรือ ultra-compact wearable display prototype การเปิดตัวครั้งนี้เป็นความคืบหน้าล่าสุดของโอลิมปัส หลังจากสำนักข่าว Engadget เคยรายงานในปี 2005 ว่าโอลิมปัสเป็นบริษัทล่าสุดที่ลงทุนพัฒนาสินค้าประเภทหน้าจอสวมใส่ได้ ต้นแบบแว่นตาอัจฉริยะของโอลิมปัสสามารถแสดงภาพความละเอียด QVGA ขนาด 320x240 พิกเซล ตัวแว่นสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาทั้งแท็บเล็ตและโทรศัพท์มือถือได้ผ่านระบบไร้สาย Bluetooth ระบบแสดงผลสามารถโชว์ภาพโปร่งใสเพื่อให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นโลกภายนอกได้ขณะที่ยังสวมใส่อยู่


โอลิมปัสยืนยันว่าภาพจากแว่นตาอัจฉริยะนี้จะมีความสว่างสดใสชัดเจน และใช้พลังงานน้อย ที่สำคัญคือสามารถให้ภาพคมชัดเมื่อใช้งานนอกอาคาร ทั้งหมดนี้ตัวแว่นมีน้ำหนักเพียง 30 กรัมเท่านั้น
       
       ข้อมูลระบุว่า ต้นแบบแว่นสามารถฉายภาพในโหมด projection mode ต่อเนื่องนาน 2 ชั่วโมง ขณะที่การใช้งานระบบเสมือน หรือ visual fun จะทำงานได้ 8 ชั่วโมง
  อีกจุดที่น่าสนใจคือ ตัวแว่นจะฝังระบบเซ็นเซอร์ accelerometer เพื่อให้ระบบรู้องศาการเอียงศีรษะเมื่อสวมใส่ จุดนี้จะทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมหรือใช้งานแอปพลิเคชันตามการเคลื่อนไหวได้
       
ข้อแตกต่างสำคัญของ MEG4.0 เมื่อเทียบกับ Project Glass ของกูเกิล คือแว่นตาของโอลิมปัสนั้นไม่มีกล้องดิจิตอลอยู่ภายใน ซึ่งอาจทำให้จุดยืนสินค้าแว่นของโอลิมปัสต่างจากแว่นของกูเกิล โดยแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยคุณสมบัติที่แน่ชัด แต่กูเกิลระบุว่าตัวแว่นจะมาพร้อมกล้องดิจิตอล, หน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง, หน่วยความจำที่เหมาะสม และมี touch pad หรือพื้นที่สำหรับให้ผู้ใช้แตะนิ้วเพื่อควบคุมการทำงานเครื่อง ที่สำคัญ Project Glass ยังจะมีไมโครโฟน, ลำโพง, รองรับคลื่นความถี่หลากหลาย, ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์หลายตัวเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหว และมีระบบเข็มทิศ


       สรุปคือ กูเกิลวาง Project Glass ในฐานะแว่นตาอัจฉริยะที่เป็นเหมือนคอมพิวเตอร์เครื่องจิ๋วซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูล, อ่านข้อความ text ในอุปกรณ์พกพา, ชมวิดีโอออนไลน์, โพสต์ภาพและวิดีโอเข้าสู่เครือข่ายสังคม และทำงานอีกหลายอย่างโดยผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาแตะหน้าจอ หรือล้วงหยิบอุปกรณ์ของตัวเองจากในกระเป๋า โดยล่าสุดกูเกิลประกาศให้นักพัฒนาผู้ร่วมงานประชุมนักพัฒนาประจำปี Google I/O (จัดขึ้นเมื่อปลายเดือน มิ.ย.) สามารถจ่ายเงินจองแว่น 1,500 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 46,500 บาทเพื่อรับแว่นในปี 2013


อ้างอิงจากเว็บ http://www.bcoms.net/news/detail.asp?id=12347


     


วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


       iPhone 5 อัพเดทข่าวเปิดตัว และ ราคา iphone 5 ปี 2012



         กลับมาติดตามความเคลื่อนไหวของ ไอโฟน 5 (iPhone 5) กับเว็บไซต์เทคโมบล็อคกันเหมือนเช่นเคยครับ โดยข่าวอัพเดท ไอโฟน 5 (iPhone 5) ล่าสุดนั้น เว็บไซต์ Gotta Be Mobile ได้เผยภาพชิ้นส่วน ไอโฟน 5 (iPhone 5) ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง โดยอ้างว่า ชิ้นส่วนนี้เป็น "เครื่องตัวอย่าง" จากวิศวกร Apple ครับ ซึ่งทำมาจากอะลูมิเนียมทั้งหมด สอดคล้องกับข่าวลือก่อนหน้าว่า ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะมีโลหะเป็นส่วนประกอบ

       ถึงแม้ว่า จะยังไม่มีข้อสรุปได้ว่า ไอโฟน 5 (iPhone 5) บนภาพดังกล่าวนั้น คือรูปแบบของเครื่องที่จะเปิดจำหน่ายในเร็วๆ นี้หรือไม่ แต่ถ้าหากมีเค้าความจริงแล้วล่ะก็ จะเห็นว่า ด้านหลังตัวเครื่อง ไอโฟน 5 (iPhone 5) ในภาพนั้น คล้ายกับภาพหลุด ไอโฟน 5 (iPhone 5) เมื่อเดือนก่อนครับ นั่นก็คือ ส่วนบนและล่าง (ด้านหลัง) มีลักษณะเป็นแบบ Two-tone อย่างไรก็ดี ภาพดังกล่าวไม่ได้ถ่ายมุมด้านท้ายเครื่องว่า Dock connector มีขนาดเล็กลงตามข่าว รวมไปถึงเพิ่มลำโพงเป็น 2 ข้าง และย้ายช่องเสียบหูฟัง มาอยู่ด้านล่างตัวเครื่องด้วยหรือไม่ครับ





      สำหรับกำหนดการเปิดตัว ไอโฟน 5 (iPhone 5) นั้น ตามนโยบาย Product cycle ของ Apple นั้น ทำให้คาดการณ์กันว่า ไอโฟน 5 (iPhone 5) น่าจะเปิดตัวในเดือนตุลาคมนี้ แต่นักวิเคราะห์ท่านหนึ่ง นามว่า Brian White ได้คิดต่างจากนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ครับ โดยกล่าวว่า ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้อย่างแน่นอน ซึ่งมีเหตุผลประกอบการวิเคราะห์หลายประการด้วยกัน หลักๆ ก็คือ ในเดือนกันยายน ที่จะถึงนี้ จะมีงานเปิดตัวที่สำคัญๆ หลายงาน ไม่ว่าจะเป็น งาน Nokia World การเปิดจำหน่าย Windows 8 รวมไปถึงข่าวลือของ Samsung Galaxy Note II (Samsung Galaxy Note 2) ที่แว่วๆ ว่า จะเลื่อนเปิดตัวในเดือนนี้ เพื่อชิงเก้าอี้กับ ไอโฟน 5 (iPhone 5) เช่นกัน โดยในมุมมองของนักวิเคราะห์ มองว่า ใครชิงเปิดตัวก่อน มีสิทธิ์ก่อนครับ

   อย่างไรก็ดี เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวว่า Apple กำลังประสบปัญหากับแบตเตอรี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะถูกนำมาใช้บน ไอโฟน 5(iPhone 5โดยมีจำนวนแบตเตอรี่เพียง 30% เท่านั้น ที่ผ่านมาตรฐานของ Apple ในตอนนี้ แต่เชื่อว่า ปัญหาดังกล่าว น่าจะไม่มีผลกระทบอะไรกับการเปิดตัว ไอโฟน 5 (iPhone 5) มากนัก เนื่องจาก Apple คงสามารถจัดการแก้ปัญหาได้ทันท่วงทีอยู่แล้ว ถึงแม้ว่า ในมุมมองของ Brian White จะมองว่า ยังไง ไอโฟน 5 (iPhone 5) ก็เปิดตัวเดือนกันยายนนี้แน่ๆ แต่เพื่อความสมบูรณ์ในการผลิต 100% ก็มีความเป็นไปได้ที่ ไอโฟน 5 (iPhone 5) อาจจะเลื่อนเปิดตัวไปเดือนตุลาคม ตามที่นักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ พยากรณ์เอาไว้ก็เป็นได้ครับ

            
                 ภาพพิมพ์เขียว ไอโฟน 5 (iPhone 5) ยืนยันหน้าจอใหญ่ขึ้นจริง

   หลังจากปรากฎภาพ กรอบด้านหน้าและหลังของ ไอโฟน 5 (iPhone 5) (ข่าวเก่า) กับส่วนประกอบต่างๆ ที่ดูเหมือนว่า ไอโฟน 5(iPhone 5) น่าจะมีการออกแบบที่แตกต่างไปจาก iPhone รุ่นปัจจุบัน ล่าสุด เว็บไซต์ Cydia blog ได้เผยภาพพิมพ์เขียว ซึ่งเป็นแบบร่าง ไอโฟน 5 (iPhone 5) ที่ระบุว่า ไอโฟน 5 (iPhone 5) นั้น มีขนาดหน้าจอที่กว้างขึ้น และที่สำคัญ รายละเอียดในแบบพิมพ์เขียวนั้น สอดคล้องกับรูปหลุดกรอบด้านหน้าและหลัง ไอโฟน 5 (iPhone 5ครับ




 



    ข้อมูล ไอโฟน 5 (iPhone 5) ในแบบพิมพ์เขียวนั้น ระบุความสูงของตัวเครื่อง ไอโฟน 5 (iPhone 5) ไว้อย่างชัดเจนครับ โดยมีขนาดความสูงอยู่ที่ 122 มิลลิเมตร ยาวกว่า iPhone 4S ประมาณ 7 มิลลิเมตร ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณแล้ว พบว่า หน้าจอ ไอโฟน 5 (iPhone 5) น่าจะมีขนาดกว้างอยู่ที่ 4.08 นิ้ว นอกจากนี้ ตำแหน่งของกล้องหน้า ยังย้ายไปอยู่ด้านบนของลำโพงสนทนา ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับภาพหลุดอีกด้วยครับ - macrumors.com

อ้างอิงจากเว็บ http://www.techmoblog.com/iphone-5/

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


ค่าย TOT แถลง เปิดตัว 3.9G ของแท้แรงสุด 42 Mbps..!


                                                    tot3g

    

     TOT จัดงานแถลงข่าว เปิดตัว 3.9G บนความถี่ 2100 Mhz ด้วยเทคโนโลยี HSPA+ ด้วยความเร็วสุด 42 Mbps เป็นครั้งแรก ณ ห้างสยามพารากอนในงาน TOT 3G ต่างก็มีเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่รองรับ 3G ของ TOTมาออกงาน กันประปรายครับ อาทิ

Aircard 3.5G จาก iFOX
iFOX ออก Aircard 21 Mbps อัพ 5.6 ใส่ MicroSD 32 GB
  จะวางจำหน่ายในอีกสองเดือนข้างหน้า
งานไหนมี 3G งานนั้นมี Huawei
   ซึ่งในงานนี้มี Android Tablet Huawei s7 Slim
   ที่มากับระบบปฎิบัติการ 2.2 Froyo 

                                                    tot3g 


แผนที่ 18 จังหวัดแรกที่มี 3.9G
ซึ่งจะเปิดให้ใช้ก่อนตามหัวเมืองใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป
คือ กรุงเทพฯ ทุกพื้นที่และรวมปริมณฑล 4 จังหวัด และ 13 จังหวัดเศรษฐกิจ เช่น ชลบุรี
ระยอง สงขลา สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พิษณุโลก อุดรธานี นครราชสีมา ขอนแก่น และหนองคาย
และจะครอบคลุมทั่วประเทศพฤษภาคมปีหน้า
โดย 3.9G ของ TOT นั้น จะเป็นแบบ HSPA+ ความถี่ 2100 Mhz
จะมีความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุด 42 Mbps อัพโหลด 11 Mbpsในพื้นที่กรุงเทพฯ
และความเร็ว 21 Mbps ในเขตภูมิภาค
ถ้าทาง TOT ติดตั้งตรงนี้เสร็จเรียบร้อย เราจะเป็นประเทศที่ 24 ในโลกที่ให้บริการ 3.9G
และเป็นประเทศที่ 4 ในเอเชียที่เปิดที่ให้บริการ 3.9G

             ทำไมต้อง 3.9G และความแตกต่างระหว่าง 3.9G และ 3G? 

3.9G คือ เทคโนโลยีล่าสุดสำหรับมือถือยุคที่ 3 หรือ 3G ความเร็วสูงสุดในการสือสารของ 3.9G คือ 42 Mbps ส่วนความเร็วสูงสุด 3G คือ 2 Mbps ดังนั้น 3.9G คือ เวอร์ชันล่าสุดของ 3G แต่มีความเร็วในการรับส่งสัญญาณเร็วกว่าประมาณ 20 เท่า 3.9G จึงเป็นการช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และจะมีการเริ่มให้บริการในเวลาเดียวกับประเทศญี่ปุ่น

                               ประโยชน์ในการใช้งานของ 3.9G

เมื่อความเร็วในการส่งสัญญาณมากขึ้น ทำให้คุณภาพของการบริการดีขึ้น เช่น

     - บริการการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Mobile Broadband) ด้วยความเร็วสูงมากขึ้น
     - บริการมัลติมีเดีย เช่น การส่งคลิบ/คลิบวิดีโอ เล่นเกมส์ ดาวน์โหลดเพลง และรูปภาพ video conference และบริการใน      ลักญณะของ triple Play คือ การใช้โทรศัพท์ การใช้อินเทอร์เน็ต และการรับส่งข้อมูลอื่นได้พร้อมกัน นอกจากนี้ยังทำให้การรับชมรับฟัง Hi Density TV เป็น Real Time มากขึ้นและคมชัดมากขึ้น 
      - นอกจากประโยชน์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันแล้วประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของ 3.9G คือการเพิ่มโอกาสของการสื่อสารความเร็วสูงในพื้นที่ ที่มีความยากลำบากในการเข้าถึงทางสาย เช่น พื้นที่ในส่วนภูมิภาคของประเทศ ดังนั้นเทคโนโลยีนี้ จึงเป็นช่องทางที่สำคัญในการกระจายข้อมูลข่าวสาร และความรู้สู่ประชาชน



วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มอเตอร์่บัสเลส dc


มอเตอร์บัสเลส


โหมดของโปรแกรมหลักใน ESC (Tower pro 40A)
1. การหยุดมอเตอร์ (Brake) : ใช้ / ไม่ใช้ค่าเริ่มต้น คือ ไม่ใช้
2. ชนิตแบต (Battery Type) : Li-xx, Ni-xx, ค่าเริ่มต้น คือ Li-xx
3. โหมดการป้องกันขีดต่ำสุดของศักย์ไฟฟ้า (Cut-Off mode) : soft cut-off (ค่อยๆลดการจ่ายกระแส) หรือ
cut-off (ลดการจ่ายกระแสทันที)ค่าเริ่มต้น คือ cut-off
4. จุดเริ่มต้นการป้องกันขีดต่ำสุดของศักย์ไฟฟ้า (Cut-Off threshold) : Low (2.6 V.) /medium (2.85 V.)
/high (3.1 V.), ค่าเริ่มต้น คือ medium
สำหรับ Li battery จำนวนเซลล์จะถูกคำนวณโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น สำหรับ แบต Li-xx 3 เซลล์ ที่
“Medium cut-off” ค่าจุดเริ่มต้นจะถูกเซทไว้ที่ประมาณ 2.85*3 = 8.55 V.
5. โหมดเริ่มต้น (Startup Mode) : normal /soft /super-soft, ค่าเริ่มต้น คือ normal
- Normal สำหรับ เครื่องบินแบบปีกฟิกส์กับที่
- soft หรือ super-soft สำหรับเฮลิคอปเตอร์
6. Timing : Low /medium /high, ค่าเริ่มต้น คือ low
โดยทั่วไป ค่า low timing สามารถใช้ได้กับเกือบทุกๆมอเตอร์
แต่เราแนะนำ Low ให้ใช้กับมอเตอร์ 2 ขั้ว
Medium ให้ใช้กับมอเตอร์ที่มากกว่า 6 ขั้ว เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้น
High ให้ใช้กับมอเตอร์ความเร็วสูง


เริ่มต้นการใช้งาน ESC
กรุณาเริ่มต้นการใช้งานตามตามลำดับต่อไปนี้
1. เลื่อน throttle ลงตำแหน่งต่ำสุดเปิดวิทยุ
2. ต่อแพคแบตเข้าที่สปีด, ESC จะเข่าสู่กระบวนการตรวจสอบด้วยตัวเองมอเตอร์จะส่งเสียงลักษณะพิเศษคล้าย
DLM ซึ่งหมายถึงศักย์ไฟฟ้าของแพคแบตอยู่ในช่วงปกติ (normal rang), และหลังจากนั้นจะส่งเสียง N “beep”
ซึ่งหมายถึงจำนวนเซลล์ของแพคแบต สุดท้ายจะส่งเสียงดังยาว “beep------” หมายถึงกระบวนการตรวจสอบด้วย
ตัวเอง OK พร้อมบินครับ
3. “Very important !” เนื่องจากวิทยุแต่ละเครื่องจะมีช่วง throttle แตกต่างกันดังนั้นควรตรวจสอบการตั้งค่าและ
calibrate เมื่อเปลี่ยนวิทยุเครื่องใหม่

Throttle rang setting.
Program the ESC with your new transmitter (4 step)
1. เข้าสู่โหมดโปรแกรม
a. เปิดวิทยุเลื่อน throttle ขึ้นตำแหน่งสูงสุดต่อแพคแบตเข้าที่ ESC
b. รอประมาณ 2 วินาทีมอเตอร์จะส่งเสียงลักษณะพิเศษคล้าย “beep-beep-” ให้เลื่อน throttle ลงตำแหน่งต่ำสุดทันทีThrottle rang จะถูก calibrate ครับ
c. หรือรออีกประมาณ 5 วินาที จะได้ยินเสียงเสียงลักษณะพิเศษคล้าย “BSLCDL” ซึ่งหมายถึงกำลังเข้าสู่โหมด
โปรแกรม
2. การเลือกตั้งค่าโปรแกรม
หลังจากเข้าสู่โหมดโปรแกรมคุณจะได้ยินเสียง 8 ลักษณะซึ่งจะหมายถึงชนิดโปรแกรมต่างๆ 8 โปรแกรม แล้วจะดังวน
ซ้ำอีกครั้งตามลำดับ ดังนี้
- “beep” brake
- “beep-beep-” battery type
- “beep-beep-beep-” cut-off mode
- “beep-beep-beep-beep-” cut-off threshold
- “beep-----” startup mode
- “beep-----beep-” timing
- “beep-----beep-beep-” set all to default
- “beep-----beep-----” exit
ถ้าคุณต้องการปรับตั้งค่าโปรแกรมใดๆให้เลื่อนสติก Throttle ลงมาตำแหน่งต่ำสุดภายใน 3 วินาที หลังจากได้ยิน
เสียงโปรแกรมนั้นๆ


3. การปรับตั้งค่าโปรแกรม
หลังจากที่ท่านเลือกโปรแกรมจากขั้นตอนที่ 2 หากต้องการปรับตั้งค่าให้เลื่อนสติก Throttle ไปที่ตำแหน่งสูงสุดเมื่อ
ได้ยินเสียง (Tones) ของค่าที่ท่านต้องการปรับตั้งโปรแกรม ดังนี้
Tones 1."beep-" 2."beep-beep-" 3."beep-beep-beep-"
- Brake 1."off" 2."on"
- battery type 1."Li-xx" 2."Ni-xx"
- cut-off mode 1."soft-cut" 2."cut-off"
- cut-off threshold 1."low" 2."medium" 3."high"
- startup mode 1."normal" 2."soft" 3."super soft"
- timing 1."low" 2."medium" 3."high"
(ให้ท่านค้างสติก Throttle ไว้ที่ตำแหน่งสูงสุด หากท่านต้องการกลับไปสู่ขั้นตอนที่ 2 อีกครั้ง และเลือกตั้งค่า
โปรแกรมอื่นๆต่อไปหรือให้ท่านเลื่อนสติก Throttle สู่ตำแหน่งต่ำสุดภายใน 2 วินาทีหากต้องการออกจากโหมดกา
ปรับตั้งโปรแกรม)
4. การออกจากโหมดการปรับตั้งโปรแกรม มี 2 ช่องทางครับ
a. ในขั้นตอนที่ 1.c. หลังจากที่ท่านได้ยินเสียง “BSLCDL” ให้เลื่อนสติก Throttle ลงสู่ตำแหน่งต่ำสุดภายใน
วินาที
b. ในขั้นตอนที่ 2 หลังจากได้ยินเสียง “beep-----beep-----” ให้ท่านเลื่อนสติก Throttle ลงสู่ตำแหน่งต่ำ
สุดภายใน 3 วินาที
ขอบคุณ RCTHAI.NET

   วิธีตั้งโปรแกรม TRIPLE X
มาเข้าใจภาษากับของผมก่อนครับ
จุดๆเดียวนี่แหละครับ ขอแทนเสียงสั้นๆหนึ่งครั้ง
ขีดนี่แทนเสียงยาวๆหนึ่งครั้ง
๑ แทนเสียงต่ำ ครั้งหนึ่ง
 แทนเสียงในลักษณะไล่ขึ้นหรือไล่ลง
๓ ขอแทนเสียงสูงครั้งหนึ่ง
แบบว่าถ้ามันเป็น ๑๒๓ ก็คือเสียงไล่จากต่ำไปสูงถ้า๓๒๑ ก็เป็นจากสูงลงต่ำถ้าเป็น ๑๒๓๒๑ ก็เป็นเสียงที่ไล่จากต่ำขึ้นสูงแล้วลงมาต่ำ อะไรอย่างเงี้ย เข้าใจตามนี้นะครับ ถ้าไม่เข้าใจก็อย่าอ่านต่อเลยครับ เดี๋ยวจะยิ่งงงกันไปใหญ่
มีโปรแกรมให้ตั้ง 9 รายการครับ บางรายการผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ใครทราบก็ช่วยๆบอกให้รู้กันด้วยนะครับ การโปรแกรมจะต้องใช้วิธีฟังเสียงจากมอเตอร์ โดยจะเริ่มต้นจากโปรแกรมที่1ไปเรื่อยๆจนถึงโปรแกรมที่ถ้าเราตกลงที่โปรแกรมไหนแล้ว จะได้ยินเสียงตอบรับดัง ๑๓ ทีนึง แล้วก็ถือเป็นการออกจากโหมดตั้งโปรแกรมไปเลยครับ ถ้าเราอยากตั้งโปรแกรมอื่นๆต่อ ก็ต้องถอดแบตออก แล้วเริ่มต้นใหม่ ต้องรอฟังเสียงจนถึงโปรแกรมที่เราต้องการจะตั้ง ถ้าจะตั้งให้ครบจนถึงโปรแกรมที่ก็ต้องรอกันจนเบื่อแหละครับ การเข้าโหมดตั้งโปรแกรมทำได้โดยดันคันเร่งขึ้นสุดแล้วเสียบแบต สัก 5 วิมอเตอร์จะร้อง ๑๑๓๓ เป็นการเริ่มเข้าโปรแกรมครับ ถ้าเราตกลงเลือกรายการไหนก็ดันคันเร่งลงต่ำสุดในขณะที่ยังเป็นเสียงของโปรแกรมนั้นอยู่ โดยเราจะได้ยินเสียงของแต่ละโปรแกรมไล่ไปทีละรายการ รายการละ5ครั้งต้องตอบตกลงภายในห้าครั้งนี้ครับตอนครั้งไหนก็ได้ แล้วถ้าเราไม่เลือกก็จะเป็นเสียงของรายการถัดไปเรื่อยๆครับ
ก่อนอื่น เสียบรีซีพ+สปีด+มอเตอร์ ให้เรียบร้อย แต่ยังไม่ต้องเสียบแบต (สปีดเข้าที่ CH3 ตามปกติครับ)
ที่วิทยุ ดันสติ๊กคันเร่งไว้สูงสุดครับ จากนั้นเสียบแบต รอแป๊บนึง มีเสียง ๑๑๓๓ จะเริ่มเข้าสู่โหมดตั้งโปรแกรมสปีด
1. Brake เค้าบอกให้ดึงสติ๊กลงต่ำสุดภายใน 5วิ หลังจาก ๑๑๓๓ จะเป็นการตั้งเบรค ON-OFF
2. จุด CUT OFF ตามชนิดของแบต อันนี้เอกสารไม่ค่อยชัดเจนครับ เอาแบบเดาๆก็แล้วกัน
NiCd . . . . .
Lipo 5.6v .. .. .. .. ..
Lipo 8.4v ... ... ... ... ...
3. Reverse Rotation กลับทิศทางการหมุนของมอเตอร์ครับ ไม่ต้องไปสลับที่สาย
๓๒๑๒๓๒๑๒๓ จะดังให้ห้าครั้งครับ
4. Soft start
Enable ๓๒๑๒๓ ๓๒๑๒๓ อย่างนี้ห้าครั้งครับ
Disable ๓๒๑๒๓ ๓๒๑๒๓ ๓๒๑๒๓ ๓๒๑๒๓ ๓๒๑๒๓

5. Under voltage เมื่อแบตต่ำลง
Ignore ๑๓๓ ๑๓๓ ๑๓๓ ๑๓๓ ๑๓๓ จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
Reduce power ๑๓ ๑๓ ๑๓ ๑๓ ๑๓ สปีดจะลดกำลังลงเองครับ
Cut off ๓๑ ๓๑ ๓๑ ๓๑ ๓๑ สปีดจะตัดไปเลย
6. Timing มันคืออะไรครับ ไม่เข้าใจ
Auto (7-30Degree) - - - - -
Soft (7 Degree) -- -- -- -- --
Hard (22-30 Degree) --- --- --- --- ---
7. Frequency ความถี่ของคลื่น
8 kHz ๓๒๑ ๓๒๑ ๓๒๑ ๓๒๑ ๓๒๑
16 kHz ๑๒๓ ๑๒๓ ๑๒๓ ๑๒๓ ๑๒๓
8. Restoe Default กลับเป็นค่าเดิมจากโรงงาน
- - - - - ไ อ้ตี๊ดแถวนี้จะยาวหน่อยครับ
9. Active RPM Control
rpm Control off -๓- -๓- -๓- -๓- -๓-
20,000 rpm -๓๓- -๓๓- -๓๓- -๓๓- -๓๓-
50,000 rpm -๓๓๓- -๓๓๓- -๓๓๓- -๓๓๓- -๓๓๓-

ไม่รู้อะไรครับ ไม่มีในคู่มือ -๓๓๓๓- ดังห้าครั้งเหมือนกันครับ

6. Timing มันคืออะไรครับ ไม่เข้าใจ
Auto (7-30Degree) - - - - -
Soft (7 Degree) -- -- -- -- --
Hard (22-30 Degree) --- --- --- --- ---
ข้อนี้หล่ะครับ... ที่จะใช้กับมอเตอร์กระดิ่งได้...
ถ้าดูจากสปีดยี่ห้อ Phoenix-35? มี 3 ค่าให้เลือก... ( ค่า Default จะอยู่ที่ข้อ 2. ) เร่งกระดิ่งได้แต่ไม่นิ่มนวล... เลยตั้งข้อที่ 1จะเหมาะกว่าครับ... เร่งกระดิ่งได้สบาย...ไม่มีกระตุก หรือหยุด 12?-35?) ดังนั้นข้อ 6. ลองตั้ง Auto หรือ Hard ดูครับ... ว่าใช้ได้หรือเปล่า...
Option 1: High advance timing (12?-35?)
-Recommended for higher pole count motors (eg. Jeti or large Mega motors) Gives more power at the expense of efficiency
Option 2: Standard advance timing (5?-20?) * Recommended for most motors (Aveox, Hacker, Astro, smaller Mega, Kontronik) Gives a good balance of power and efficiency

Option 3: Low advance timing (0?-15?) Recommended for use when efficiency or run-time is primary concern – Gives a slight loss of power with a slight increase in efficiency.

1. brake - สั่งมอเตอร์ให้หยุดทันทีหรือเปล่า... ตอนคันเร่งเป็น 0 ( ใบพัดจะหยุด อึก ! เลยหล่ะ )
2.จุด CUT OFF
NiCd . . . . .
Lipo 5.6v .. .. .. .. .. ถ้า 2 cell ต้อง 6
Lipo 8.4v ... ... ... ... ...ถ้า 3 cell ต้อง 9
ถ้าเป็นแบบนี้ใช้ไม่ได้เลยครับ... ถ่านพังแน่ ๆ ... ( ไฟต์เดียวก็พังแล้ว...เพราะ V ต่ำกว่ากำหนดของ Lipo คือ ห้ามต่ำกว่า3V ต่อ 1 cell )
3. Reverse Rotation กลับทิศทางการหมุนของมอเตอร์ครับ ไม่ต้องไปสลับที่สาย
อันนี้ตรงตัวอยู่แล้ว...
4. Soft start
ถ้า Enable ตอนเร่งสุดเร็ว ๆ มอเตอร์จะค่อย ๆ หมุน... เหมาะสำหรับ ฮ. ( ป้องกันการกระตุก หรือเกียร์พัง... )
ถ้า Disble ตอนเร่งสุดเร็ว ๆ มอเตอร์จะเร่งเต็มที่ทันที
5 -- 6 บอกไปแล้ว...
7. Frequency ความถี่ของคลื่น จะเกี่ยวข้องกับการออกแบบของ inductance motors ของมอเตอร์แต่ล่ะตัว เลือก 8 kHzครับ...

****คัดลอกมาจาก rcthai.net ขอขอบคุณท่านที่นำมาลงไว้ ****

การตั้งค่าสปีด EZRUN-35A-SL Brushless ESC

วิธีเซ็ทไก
1.เปิดรีโมท
2.กดปุ่มเซ็ตที่สปีดค้างไว้ แล้วเปิดสปีด รอให้ไฟสีแดงที่สปีดกระพริบแล้วปล่อยปุ่มเซ็ต
3.กดปุ่มเซ็ต1ครั้ง (ถ้าใช้2.4G ให้รอรีซีฟพร้อมทำงานก่อนถึงจะกดปุ่มเซ็ต)
4.ให้กำคันเร่งค้างไว้ แล้วกดปุ่มเซ็ต1ครั้ง
5.ให้ดันเบรคค้างไว้ แล้วกดปุ่มเซ็ต1ครั้ง เสร็จขั้นตอนการเซ็ตไกรีโมท

วิธีต่อ Promgram Card
เอาสายรีซีฟของสปีดมาเสียบที่โปรแกรมการ์ดให้ถูกขั้ว ถ้าตามภาพนี้ก็คือช่องด้านซ้าย ขั้วลบ(สายดำ)อยู่ทางขวา
เสียบแบต
เปิดสปีดรอ 3 วิ จึงจะเริ่มทำงาน

หน้าจอ
Item : แสดงสถานะของโหมด
Value : แสดงสถานะการตั้งค่าในแต่ละโหมด

ปุ่มต่างๆ
Item : เลือกโหมด
Value : เลือกการตั้งค่าในแต่ละโหมด
Reset : ตั้งค่าจากโรงงาน
OK : ยืนยันการตั้งค่าในแต่ละโหมด

คำอธิบายในแต่ละโหมด
โหมด 1 : ตั้งค่าให้ 1. เดินหน้า-เบรค 2. เดินหน้า-เบรค-ถอยหลัง
โหมด 2 : คล้าย Engine Brake ของรถจริง คือยกคันเร่งแล้วมีแรงเบรคโดยที่ยังไม่ต้องดันไก
ตั้งได้ 0-40% (0% ไม่มีการช่วยเบรคขณะยกคันเร่ง)
โหมด 3 : ตั้งค่าสปีดให้ตัดการทำงานเมื่อแบตมีแรงดันต่อเซลล์ต่ำกว่า ...... Volt
โหมด 4 : การกระชากออกตัว 1-4 (นุ่มนวล-ดุดัน)
โหมด 5 : ตั้งค่าแรงเบรคสูงสุด 25-100%
โหมด 6 : ตั้งค่าความเร็วของการถอยหลังสูงสุด 25-100%
โหมด 7 : %เบรคที่เริ่มต้นทำงาน เช่นดันเบรคที่ไกไป 1% แต่สปีดจะเบรคที่40%
ถ้าเลือก 1 จะเข้าไปใช้โหมด Drag Brake Force
โหมด 8 : ระยะฟรีของไกตรงตำแหน่งกลาง (Neutral) ตัวอย่างเช่น ระยะไกเร่งสุดถึงเบรคสุดเทียบเป็น 100%
ก็จะมีระยะฟรี ประมาณ 6%, 9% หรือ 12% แล้วแต่เราจะตั้ง.....
โหมด 9 : ตั้งองศาการจ่ายไฟ ค่ามาก=แรงมาก=เปลืองมาก
โหมด 10 : ชนิดของมอเตอร์
โหมด 11 : ตั้งค่าสปีดให้ตัดการทำงานเมื่อมีความร้อนสูงเกิน 95 องศา (Enable=เลือก)